Risk Management Forum

ศูนย์ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับ การบริหารจัดการความเสี่ยง

ค้นหา Social Impact ตามกรอบแนวทางสหรัฐเพื่อวัดผล CSR ตอนที่ 4-เรื่องที่ 626

0 8.2557-mew book RMC

อาจารย์จิรพร สุเมธีประสิทธิ์

sumetheeprasit@hotmail.com

http//chirapon.wordpress.com

1.a.25.3.57

 

การพิจารณา CSR สมัยใหม่จึงเป็นกระบวนการวางแผนที่จัดทำเป็นขั้นตอนตั้งแต่การริเริ่มโครงการ การสำรวจความเป็นไปได้เบื้องต้น การร่างขอบเขต ไปจนถึงการนำเสนอ ได้รับอนุมัติ เริ่มดำเนินการ และปิดโครงการ/กิจกรรม หรือยุติ CSR ระหว่างทาง เนื่องจากนโยบายเปลี่ยนแปลง ซึ่งผลกระทบต่อสังคมของแต่ละระยะย่อมมีความแตกต่างกันออกไป บางระยะอาจจะยังไม่เกิดผลกระทบทางสังคมก็ได้

ระยะที่ 1 – การพัฒนานโยบาย โครงการและการค้นหาผลกระทบขั้นต้น

เมื่อกิจการเริ่มประกาศนโยบาย โครงการ CSR ควรจะมีการเริ่มต้นงานค้นหาผลกระทบพร้อมกันด้วย แม้ว่าสภาพแวดล้อมของสังคมและบุคคลจะยังไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริงก็ตาม

แต่สิ่งที่เกิดอาจจะเป็น

(ก) คำเล่าลือ

(ข) การพูดกันปากต่อปาก เกี่ยวกับโครงการ CSR

ซึ่งทำให้เกิด

(ก)    ความคาดหวัง

(ข)    ความกังวล

(ค)    การตื่นตัว ของกลุ่มคนในสังคม

ซึ่งแสดงว่าเกิดผลกระทบจากการป้อนข้อมูลข่าวสารให้แก่สังคม

สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาในขั้นตอนนี้คือ

(1)             กิจกรรมการสร้างการมีส่วนร่วม การเข้ามารับรู้ เริ่มพันธะผูกพันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียบางกลุ่ม ที่มีความจำเป็นต้องดึงเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้นโครงการหรือกิจกรรม CSR

(2)             การวางแผนระบบงานที่ใช้ในการบริหารจัดการงาน CSR

(3)             ประเด็นรวม Milestone ของงาน CSR

(4)             กิจกรรมการสร้างความสนใจ และการแจ้งข้อมูลแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

(5)             การเตรียมทรัพยากร อุปกรณ์ คน

(6)             งานติดต่อกับบุคลากร หน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้องเพื่อขออนุญาตของความเห็นชอบ ขอความร่วมมือ

(7)             การปรับเปลี่ยน ระเบียบ เงื่อนไข กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และจำเป็น

(8)             การกำหนดอำนาจหน้าที่การตัดสินใจ

ระยะที่ 2 – การวางแผนระดับกิจกรรม การเตรียมงบประมาณ และการวิเคราะห์ผลกระทบ

เมื่อได้รับงบประมาณในการดำเนินการ จะเริ่มเชื่อมโยงกิจกรรมหรือแผนคนกับแผนการเบิกจ่าย

ขั้นนี้จะเริ่มเตรียมกำหนดผลผลิตรายกิจกรรม และความจำเป็นในการค้นหาผลกระทบทางสังคม ตามรายของกิจกรรม

ระยะที่ 3 – เริ่มดำเนินกิจกรรม CSR

เริ่มกระบวนการจัดซื้อ จัดจ้าง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก การกำหนดตารางเวลาทำงานรายบุคคล

เริ่มมีผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคม อาจจะต้องการการตอบสนอง และปฏิสัมพันธ์กับสังคม ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และอาจจะเกิดแรงกดดัน ความเครียด ปฏิกิริยาตอบโต้

ระยะที่ 4 – สถานะของการดำเนินการ CSR สิ้นสุด กิจกรรมตามแผน

บุคลากรที่เกี่ยวข้องลดลงเหลือเพียงบางคนเท่าที่จำเป็น

ผลของกิจกรรมควรจะเกิดประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย ในการรับมอบผลผลิตจากโครงการ CSR

สังคม บุคลากรในสังคม ควรจะอยู่ระหว่างการปรับตัวกับผลผลิตที่ได้จาก CSR กิจกรรม บทบาท พฤติกรรมของบุคคลในสังคมควรจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง

ระยะที่ 5 – ระยะปิดโครงการ และงานติดตามผล

เป็นการติดตามการปรับตัวทางสังคม การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เกิดจริง การรวบรวมข้อมูล ทำการวิเคราะห์ ประเมินผลที่เกิดเทียบกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่กำหนด

 

 

สนใจเชิญบรรยายหัวข้อนี้ติดต่อ sumetheeprasit@hotmail.com

 

 

 

 

กรกฎาคม 20, 2014 Posted by | CSR, Social Return SROI | , | ใส่ความเห็น

ค้นหา Social Impact ตามกรอบแนวทางสหรัฐเพื่อวัดผล CSR ตอนที่ 3-รื่องที่ 625

0 8.2557-mew book RMC

 

อาจารย์จิรพร สุเมธีประสิทธิ์

sumetheeprasit@hotmail.com

http//chirapon.wordpress.com

 0.1 photo

ประการที่ 5

โมเดลพื้นฐานเพื่อการค้นหาผลกระทบทางสังคม

(1)   ความเชื่อมโยงระหว่าง EIA และ SIA

ผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของคนเป็นการมองในมุมที่ประกอบกันและแตกต่างจากผลกระทบของสภาพแวดล้อมด้านชีวกายภาพ เนื่องจาก

(ก)   ผลกระทบทางสังคมแตกต่างกันตามระดับความพึงพอใจรายบุคคล และความสามารถในการสร้างความพอใจ จึงมีความเป็นไปได้ทั้งบวกไปจนถึงลบ

(ข)   ผลกระทบทางสังคมยังแตกต่างกันในด้านขนาด (Scale) เช่น จำนวนการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เท่าเทียมกัน

(ค)   ระยะเวลาที่เกิดผลกระทบมีความสั้น-ยาวต่างกัน และวงของการเกิด (Time and Space)

บางกรณีอาจจะครอบคลุมตลอดชีวิตของคน และบางชุมชนผลกระทบทางลบอาจจะระงับได้ทันทีที่มีการแก้ไข แต่บางชุมชนกลับใช้เวลานาน เพราะปัญหาครอบคลุมในวงกว้าง

(ง)   ผลกระทบทางสังคม ยังมีความแตกต่างในด้านของความรุนแรง บางกรณีเกิดจำกัดอยู่ในพื้นที่เดียว แต่บางกรณีกระจายออกไปสู่พื้นที่อื่นด้วย

(จ)   ผลกระทบทางสังคมมีระดับของผลแตกต่างกัน เพราะบางกรณีอาจจะมีผลในลักษณะที่สะสม ไม่ได้เกิดเป็นครั้งๆไป

การพิจารณาผลกระทบทางสังคมยังต้องพิจารณาในมุมมองที่เกี่ยวข้องกับทุนทางสังคม (Social Equity) หรือการกระจายของผลกระทบต่อประชากรจำนวนมากน้อยเพียงใด

หากเหตุการณ์ที่เกิดมีผลต่อความเสียเปรียบหรือความอ่อนแอในบางส่วน ภาคกลุ่มของประชากรในเชิงลึก เช่น คนกลุ่มยากจน คนสูงอายุ คนว่างงานที่เป็นผู้หญิง หรือผู้เยาว์ ชนกลุ่มน้อย หรือมากกว่ากรณีกระจายตัวทั่วไป

นอกเหนือจากการรบกวนทางกายภาพที่มีผลต่อตัวมนุษย์ หรือผลทางชีวกายภาพแล้ว บุคคลยังอาจจะถูกกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม และการก่อตัวขึ้นเป็นสังคมด้วย (Social Constructions)

การก่อตัวของสังคมมักจะกระทบจากการที่สภาวะการรับรู้หรือความนึกคิด ความเข้าใจที่คนในสังคมมีอยู่แตกต่างจากสภาพความเป็นจริง

ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าการประเมินเฉพาะพฤติกรรมที่แสดงออก เพราะการแสดงออกแบบเดียวกันอาจจะมาจากการรับรู้และความเข้าใจต่างกัน

ดังนั้นการก่อตัวของสังคมแห่งความเป็นจริง จึงเป็นคุณลักษณะของกลุ่มสังคมทุกกลุ่ม ที่ควรจะเป็น รวมถึงตัวแปรที่เข้ามาก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และทำให้สถานะของสังคมถูกกระทบกระเทือน

ดังนั้น การค้นหาผลกระทบทางสังคม จึงไม่ใช่การใส่ใจต่อความเปลี่ยนแปลงชีวกายภาพของคนเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับการตีความ การรับรู้ความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงด้วย

(2)   โมเดลการค้นหาผลกระทบทางสังคม

ในการพยากรณ์ผลด้านการพัฒนาคาดว่าจะเป็น จะต้องสามารถทำความเข้าใจพฤติกรรมของรายบุคคลและของสังคมโดยรวม ผ่าน

(ก) การพัฒนาตัวแทน หรือ

(ข) การเปลี่ยนแปลงด้านนโยบาย

ในเรื่องนี้ กิจการจะใช้ Comparative SIA Model ในการศึกษาเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดในพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมตามแผน และทำการพยากรณ์ว่า จะมีความน่าจะเป็นที่จะเกิดอย่างไรบ้างในพื้นที่อื่น หากมีการทำกิจกรรม CSR อย่างเดียวกัน

กรณีนี้ จึงเป็นการหาบทสรุปที่เกิดขึ้นในพื้นที่หนึ่ง เพื่อจะใช้ในการพยากรณ์ความน่าจะเป็นที่จะเกิดเหตุการณ์และผลกระทบในพื้นที่อีกจุดหนึ่ง โดยหาทางระบุตัวแปรให้ชัดเจน

ซึ่งอาจจะไม่สามารถทำการพยากรณ์ได้ทุกมิติของผลกระทบทางสังคม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งอาจจะสร้างการเปลี่ยนแปลงอื่นได้ด้วย

ตัวอย่างเช่น การขยายทางหลวงย่อมจะมีผลต่อการเติบโตของชุมชนด้วย แต่ขณะเดียวกันก็จะมีส่วนทำให้เกิดโรงเรียน ศูนย์การค้าและบริการอื่นเพิ่มเติมและเกิดใหม่ พร้อมกับการปิดกิจการของสถานประกอบการเดิมที่เคยดำเนินกิจการอยู่ก่อนหน้าจะเกิดความเจริญ ซึ่งถือว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคม

ดังนั้น การพยากรณ์ความแตกต่างที่จะเกิดกับสภาพแวดล้อมขอบุคคลในอนาคต จึงต้องพิจารณาทั้งจากผลของ

(ก) กิจกรรมที่วางแผนทำ CSR และ

(ข) เกิดโดยไม่มีกิจกรรมรองรับ

แต่การที่กิจการไม่อาจจะเห็นอนาคตล่วงหน้า จึงต้องใช้วิธีการประเมินจากสิ่งที่เป็นอยู่แล้วในปัจจุบัน ที่มาจากผลของกิจกรรม CSR ในอดีตแทน

ซึ่งเป็นการเทียบเคียงในลักษณะของ Comparative SIA Model

กิจการจึงต้องมีกระบวนการในการติดตามผลที่เกิด (follow-up) ในสังคมที่ได้รับผลกระทบแล้ว มีสภาพเป็นจริงแล้ว เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพยากรณ์อนาคต

ซึ่งการติดตามผลนี้อาจจะกินเวลานาน ผลที่ได้จากการติดตามจึงต้องตัดทอนเป็นช่วงย่อยๆ (Snapshots) ให้เห็นลักษณะของการเปลี่ยนแปลงแต่ละช่วงของกิจกรรมที่เกิดขึ้น

สถานะก่อน                กิจกรรม  

กิจกรรม A1               เกิดผลคือ   ในช่วง t1   ในช่วง t2   ในช่วง t3

กิจกรรม A2               เกิดผลคือ   ในช่วง t4   ในช่วง t5   ในช่วง t6

กิจกรรม A3               เกิดผลคือ   ในช่วง t7   ในช่วง t8   ในช่วง t9

การค้นหาผลกระทบทางสังคมจึงเป็นการระบุ วิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อพยากรณ์

(1)   ก่อนและหลังกิจกรรม

(2)   แต่ละช่วงเวลาหลังทำกิจกรรม

(3)   เปรียบเทียบสถานะระหว่าง 2 ช่วงเวลา

(4)   สิ่งที่เกิดเกินเลยและเป็นผลกระทบทางลบ

(5)   แนวทางการลด หลีกเลี่ยงผลกระทบทางลบ

(6)   การพิจารณาแนวทางเลือกอื่นของกิจกรรมที่ดีกว่า

(7)   การปรับเปลี่ยนผลกระทบทางบวกให้ดีขึ้น

สิ่งที่ได้จากการดำเนินกระบวนการ Comparative SIA Model นอกเหนือจากที่ระบุแล้วคือ

(1)   ได้เห็นว่ามีตัวบ่งชี้ ตัวชี้วัดใดที่จะสะท้อนผลกระทบแต่ละประเด็น

(2)   ใช้ในการออกแบบตัวชี้วัด ตัวบ่งชี้ที่อยู่ในงานการติดตามและประเมินผล (Monitoring and Evaluation) ของโครงการกิจกรรม CSR ที่กำลังจะดำเนินการทั้งที่เป็น

(2.1.)   ผลกระทบระยะสั้น

(2.2.)   ผลกระทบขั้นกลาง

(2.3.)   ผลกระทบขั้นสุดท้าย

(3)   ขั้นตอนในการพัฒนานโยบาย ธีม โครงการและกิจกรรม Strategic CSR

แนวทางของการทำ CSR สมัยใหม่ถือว่าเป็น Strategic CSR ทั้งสิ้น จึงไม่ใช่ระดับปฏิบัติการที่จะดำเนินการเอง หากแต่เป็นการตั้งต้นตั้งแต่ระดับนโยบายทั้งสิ้น

สนใจเชิญบรรยายหัวข้อนี้ติดต่อ sumetheeprasit@hotmail.com

 

กรกฎาคม 17, 2014 Posted by | CSR, Social Return SROI | , , | ใส่ความเห็น

ค้นหา Social Impact ตามกรอบแนวทางสหรัฐเพื่อวัดผล CSR ตอนที่ 2-เรื่องที่ 624

0 8.2557-mew book RMC

 

อาจารย์จิรพร สุเมธีประสิทธิ์

sumetheeprasit@hotmail.com

http//chirapon.wordpress.com

 photo6

ประการที่ 4

กรอบแนวทางที่ใช้ในการค้นหาผลกระทบทางลบ

(1)   รูปแบบหรือประเภทของผลกระทบที่ควรให้ความสำคัญประกอบด้วย

(ก)   สังคม

(ข)วัฒนธรรม

(ค)   โครงสร้างเชิงประชากร

(ง) เศรษฐกิจ

(จ) จิตวิทยาศาสตร์

(ฉ) การเมือง

(2)   องค์ประกอบของสภาพแวดล้อมด้านบุคคลควรครอบคลุม

(ก)บุคคลและชุมชนที่อยู่รอบๆ กิจการ ที่ตั้งดำเนินงาน

(ข) ชุมชนในพื้นที่ที่กิจการเกี่ยวข้องทางธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ

(ค)สังคมในระดับพื้นที่

(3)   ผลกระทบที่น่าจะเป็นมักจะพิจารณาจากความแตกต่างของสถานการณ์ระหว่าง

(ก)   การมีกิจกรรม CSR

(ข)   การไม่มีกิจกรรม CSR

(4)   ทางเลือกที่กิจการควรพิจารณาเพื่อประกอบการตัดสินใจควรจะรวมถึง

(ก)   แนวทางเลือกที่จะหลีกเลี่ยงผลกระทบได้มากที่สุด ด้วยการปรับเปลี่ยนกิจกรรม CSR

(ข)   แนวทางการลดภาระและต้นทุนทางสังคม ด้วยการปรับเปลี่ยนกิจกรรม CSR

(ค)   ความพยายามที่จะลดขนาดของผลกระทบทางลบ

(ง)   การเตรียมกันสำรองเผื่อชดเชยความเสียหายกรณีที่หลีกเลี่ยงและลดผลกระทบทางลบบางส่วนไม่ได้

(5)   การทำความเข้าใจในผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่ควรครอบคลุมให้ครบถ้วน และการทำแฟ้มข้อมูลเพื่อเป็น Baseline Profile ควรมาจากการทำกิจกรรมการมีส่วนร่วมสาธารณะ ประชาวิจารณ์ในวงกว้างและให้ความสำคัญกับการคัดเลือกตัวแทน

(6)   สภาพแวดล้อมด้านบุคคลควรเก็บแฟ้มข้อมูล (Profile) ที่แสดงทั้ง

(ก)   สถานที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

(ข)   แนวโน้มของการพัฒนาการมาตั้งแต่อดีต และประมวลผลในรูปของแผนที่ (Map)

(7)   การระบุผลกระทบทางสังคมควรประมวลมาจากความเห็นของหลายฝ่าย ทั้ง

(ก)   ความเห็นของสาธารณะ ผ่านการวิจารณ์ในวงกว้าง

(ข)   ความเห็นของผู้ที่รับผิดชอบการค้นหาผลกระทบทางสังคมเอง

(ค)   ผลที่ได้จากการสำรวจและรวบรวมข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) ในด้านผลกระทบทางสังคม

(8)   ตัวแปรทางสังคมและวัฒนธรรมที่ควรจะพิจารณาเลือกใช้ควรจะเป็นการวัดผล

(ก)   การเปลี่ยนแปลงด้านประชากร

(ข)   โครงสร้างของชุมชน สังคม และด้านสถาบัน

(ค)   ทรัพยากรทางการเมืองและสังคม

(ง)   การเปลี่ยนแปลงในระดับครอบครัว

(จ)   การเปลี่ยนแปลงด้านทรัพยากรทางสังคม

(ฉ)  การเปลี่ยนแปลงด้านภูมิปัญญาของสังคม ชุมชน

(9)   วิธีการดำเนินงานวิจัยที่ใช้ในการค้นหาผลกระทบทางสังคม ควรครอบคลุม

(ก)   ข้อมูลรายละเอียดจากการที่หน่วยงานที่สนับสนุนกิจกรรมที่จะทำเป็น CSR อยู่แล้ว

(ข)   ข้อมูลที่บันทึกประสบการณ์ในอดีตของกิจกรรม CSR ที่คล้ายคลึงกัน รวมทั้งผลการวิเคราะห์ EIA/SIA อื่นๆก่อนหน้านี้

(ค)   ข้อมูลทางสถิติ

(ง)   เอกสารหลักฐานที่เป็นแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ

(จ)   การสำรวจภาคสนาม รวมถึงการสัมภาษณ์ การทำประชาวิจารณ์ การสนทนากลุ่มย่อย สำรวจกลุ่มประชากรที่อาจจะมีโอกาสได้รับผลกระทบ

(10)  กรอบการสำรวจและเงื่อนไขการทำวิจัย ควรจะได้ผลทั้งอดีต ปัจจุบัน และพยากรณ์ล่วงหน้าในอนาคต

 

สนใจเชิญบรรยายหัวข้อนี้ติดต่อ sumetheeprasit@hotmail.com

 

กรกฎาคม 16, 2014 Posted by | CSR, Social Return SROI | , , | ใส่ความเห็น

ค้นหา Social Impact ตามกรอบแนวทางสหรัฐเพื่อวัดผล CSR ตอนที่ 1- เรื่องที่ 623

0 8.2557-mew book RMC

อาจารย์จิรพร สุเมธีประสิทธิ์

sumetheeprasit@hotmail.com

http//chirapon.wordpress.com

0.2 photo

 

เมื่อกิจการให้ความสำคัญกับกระบวนการการวัดผลกระทบทางสังคม และ Social Impact อันเนื่องมาจากการดำเนินธุรกิจ การดำเนินกิจกรรมเชิงสังคมโดยเฉพาะ จำเป็นต้องอ้างอิงแนวทางที่เป็นแบบแผนระดับสากล

หนึ่งในแบบแผนระดับสากล คือ แบบแผนของสหรัฐ ที่ออกเป็น Guideline เฉพาะในส่วนของ Social ImpactAssessment ซึ่งกำหนดเป็น 6 หลักการที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ

(1)   ทำความเข้าใจกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์สำคัญ

(2)   การพิจารณาองค์ประกอบหลักของสภาพแวดล้อมด้านบุคลากร

(3)   กำหนดวิธีการที่เหมาะสม และสมมติฐานที่ใช้ในแต่ละวิธีการ

(4)   รวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพเพื่อประกอบการตัดสินใจ

(5)   การวางหลักประกันว่าประเด็นด้านความใส่ใจ และกำกับสิ่งแวดล้อมจะเกิดผล

(6)   สร้างกลไกการติดตามและประเมินผล และบรรเทาผลกระทบ

สหรัฐได้กำหนดกฎหมายด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (National Environmental Policy Act (NEPA)) มาตั้งแต่ปี 1970 จึงต้องให้ความสำคัญกับการค้นหาผลกระทบในส่วนนี้ตามไปด้วย

ประการที่ 1 – นิยามของ Social Impact

สหรัฐได้นิยามของ Social Impact ว่าหมายถึง ผลที่เกิดกับประชากรอันเนื่องมาจากการดำเนินการของภาครัฐหรือเอกชน ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชน

(ก) ดำรงชีวิต

(ข) ประกอบอาชีพ

(ค) สันทนาการ พักผ่อน

(ง) มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น

(จ) จัดการผลกระทบ

ในกรณีนี้ยังครอบคลุมถึง ผลกระทบทางวัฒนธรรมที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้าน

(ก) ค่านิยม คุณค่า

(ข) ความเชื่อของบุคคล

ประการที่ 2 – ความสำคัญต่อกระบวนการตัดสินใจ

กระบวนการค้นหาผลกระทบทาง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม เน้นที่ปัญหาด้านสภาพแวดล้อมการดำเนินชีวิตของบุคคลและแนวทางการแก้ไขปัญหา จึงมีผลต่อการกำหนดนโยบาย แผนงาน โครงการที่จะต้องตอบสนองต่อปัญหาและเข้าถึงโอกาสที่มีอยู่ และกำหนดว่าผลลัพธ์ที่ต้องการควรจะเป็นอย่างไร เมื่อการดำเนินการเกิดขึ้นแล้ว

การค้นหาผลกระทบทางสังคมยังเป็นองค์ความรู้เชิงพื้นที่ ที่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ ควรจะมีการรับรู้อย่างเพียงพอ

ประการที่ 3 – การค้นหาผลกระทบทางสังคม

เป็นหลักการที่กำหนดขึ้นจากความเห็นร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญทางวิชาชีพต่างๆร่วมกันพิจารณาและได้มีการนำไปปรับใช้มาอย่างต่อเนื่องในระหว่าง 40 กว่าปีที่ผ่านมา

หลักการที่ 1

มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับโครงสร้างเชิงประชากรในระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาค และกำหนดประเด็นที่จะได้รับผลจากนโยบาย แผนงาน และกิจกรรมของกิจการด้าน CSR

ความรู้ในส่วนนี้เป็นความรู้ตามหลักวิทยาศาสตร์ที่จำเป็นในการสร้างความเข้าใจผลกระทบทางสังคมและวัฒนธรรมของกิจกรรมที่มีการวางแผนไว้ให้เกิดและที่ไม่ได้วางแผนให้เกิด

(1)   สามารถระบุและอธิบายผู้รับผลประโยชน์รวม และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้

(2)   สามารถพัฒนาข้อมูลพื้นฐาน ณ ปัจจุบัน (Baselines Profile)ของสังคมที่เป็นอยู่ได้

หลักการที่ 2

มุ่งเน้นที่องค์ประกอบหลักของสภาพแวดล้อมด้านบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนโยบายแผนงาน และกิจกรรมของกิจการด้าน CSR

กระบวนการค้นหาผลกระทบทางสังคมจะทำให้มั่นใจว่าประเด็นที่เกี่ยวข้องทั้งในเชิงสังคมและวัฒนธรรม คุณค่าหลัก และผลในด้านภาระและต้นทุนหรือผลประโยชน์แก่ชุมชนและประชาชนจะถูกรวมไว้ในกระบวนการการตัดสินใจ

(1)   สามารถระบุประเด็นด้านสังคมและวัฒนธรรม ที่เกี่ยวข้องกับ CSR จากการนำเอาแฟ้มข้อมูลพื้นฐานของชุมชนและสังคมที่กำหนดไว้มาใช้

(2)   สามารถคัดเลือกตัวแปรด้านสังคมและวัฒนธรรมที่จะใช้อธิบายและวัดผลในประเด็นตาม (1) ได้

หลักการที่ 3

การดำเนินการค้นหาผลกระทบทางสังคมตั้งอยู่บนแนวทางของการวิจัยและวิธีการดำเนินงานด้านการวิจัยที่เหมาะสม

ด้วยการวิจัยที่ให้ความสำคัญทั้งมุมมองเชิงจริยธรรม ธรรมาภิบาล และมุมมองเชิงวิทยาศาสตร์ ดำเนินการโดยผู้ที่มีความชำนาญและผ่านการอบรมมาอย่างเพียงพอ

(1)   สามารถทำให้งานวิจัยมีวิธีดำเนินการที่มีขอบเขตครอบคลุมในองค์รวมทุกประเด็นของผลกระทบทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับ CSR

(2)   สามารถใช้วิธีการดำเนินงานวิจัยที่อธิบาย ผลกระทบที่สะสมตั้งแต่ต้นจนจบที่เกี่ยวข้องกับ CSR

(3)   สามารถมั่นใจว่า วิธีดำเนินงานวิจัยและสมมติฐานจะมีความโปร่งใส และทดสอบซ้ำโดยผลยังคงเหมือนเดิม

(4)   สามารถออกแบบฟอร์มการเลือกสรรกลุ่มตัวอย่างและการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้ที่เหมาะสมกับสาระของ CSR

หลักการที่ 4

ได้ข้อมูลที่มีคุณภาพเพื่อใช้ในการตัดสินใจ

ตัวแทนของข้อมูลที่ได้มาสามารถสะท้อนประเด็นและมุมมองที่ครบถ้วน ให้ภาพในองค์รวม และผ่านการวิเคราะห์ที่โปร่งใสและเปิดเผยอย่างชัดเจน

ผลของการค้นหาผลกระทบทางสังคมควรจะมีการนำไปขอความเห็น และทบทวนจากผู้ที่เกี่ยวข้องและรับรู้ข้อมูลอย่างดีก่อนนำไปใช้ในการตัดสินใจ

(1)   สามารถรวบรวมข้อมูลเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจนเพียงพอที่จะอธิบายและวิเคราะห์อย่างมีประโยชน์เกี่ยวกับ CRS

(2)   สามารถมั่นใจได้ว่า วิธีการรวบรวมข้อมูล และแบบฟอร์มที่ใช้วิเคราะห์เป็นไปในแนวทางของวิทยาศาสตร์

(3)   สามารถมั่นใจว่าเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

หลักการที่ 5

มีความมั่นใจว่าประเด็นที่ควรใส่ใจดูแลด้านสิ่งแวดล้อมได้มีการนำมาอธิบายและทำการวิเคราะห์อย่างเต็มรูปแบบ

ผู้วิเคราะห์จะต้องระบุได้ทั้ง

(ก) กลุ่มที่เสียผลประโยชน์

(ข) กลุ่มที่มีความเสี่ยง และ

(ค) กลุ่มที่มีประชากรกลุ่มน้อย ที่กระทบจาก CSR

(1)   สามารถรวบรวมข้อมูลคำอธิบายและผลกระทบทุกๆด้านในกลุ่มสังคมที่ได้รับผลกระทบแต่ละกลุ่ม ที่มีความแตกต่างกัน

(2)   การอธิบายแบ่งตามลักษณะกลุ่มคนอย่างเหมาะสม

หลักการที่ 6

จัดให้มีการกำกับติดตาม และประเมินผล CSR และมาตรการในการแก้ไขและบรรเทาผลกระทบตามความจำเป็น

(1)   สามารถสร้างกลไกในการกำกับติดตามและประเมินผล CSR

(2)   สามารถระบุแนวทางการแก้ไขและบรรเทาผลกระทบทางลบได้ตามความจำเป็นและมีกลไกและแผนงานที่จะประกันว่าจะมีการดำเนินการได้ตามแนวทางแก้ไขและการบรรเทาผลกระทบทางลบที่ระบุ

(3)   สามารถระบุช่องว่างหรือจุดอ่อนของข้อมูลที่จำเป็นต้องจัดหาเพิ่มเติมเทียบกับแผนงานได้ตามความจำเป็น

 

สนใจเชิญบรรยายหัวข้อนี้ติดต่อ sumetheeprasit@hotmail.com

 

 

กรกฎาคม 15, 2014 Posted by | CSR, Social Return SROI | , , | ใส่ความเห็น

ISO 26000 กับการปรับพฤติกรรมการบริโภคอย่างยั่งยืนตามแนว CSR-เรื่องที่ 590

อาจารย์ จิรพร สุเมธีประสิทธิ์
sumetheeprasit@hotmail.com

http://chirapon.wordpress.com

1.a23.3.57

ISO ได้ออกมาตรฐานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมมาใช้เป็นมาตรฐานสากลระดับโลกเรียกว่า ISO 26000 : Social Responsibilities แต่ก็มิได้หมายความว่า มาตรฐาน ISO 26000 จะสามารถฝ่าฟันความท้าทายหลายเรื่องที่เป็นประเด็นของ “ความยั่งยืน” ไปได้
หนึ่งในประเด็นที่ยังเป็นประเด็นความท้าทายในส่วนของความยั่งยืน (Sustainability) คือการบริโภคสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระยะยาวและอย่างถาวรของผูบริโภค
ความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการในธุรกิจประเภทต่างๆ จึงมี 2 ประเด็นด้วยกัน
(1) ความรับผิดชอบในการผลิตสินค้าและบริการที่สร้างความยั่งยืนด้านความรับผิดชอบทางสังคม
(2) ความรับผิดชอบในการช่วย ผลักดันให้ผู้บริโภคเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างถาวรที่จะไม่กลับมาสร้าง ความเสียหายต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอีก ซึ่งเป็นการดำเนินงานผ่านข้อมูลและข่าวสารทางการตลาด กิจกรรม CSR รายงานผลการดำเนินงานด้าน CSR
ประเด็นเรื่องการผลิตสินค้าและบริการเพื่อการพัฒนา CSR ยั่งยืน กับการบริโภคแบบยั่งยืนมีการพูดถึงกันมานานแล้ว และเป็นหนึ่งในประเด็นที่องค์การสหประชาชาติให้ความสนใจมาตั้งแต่ทศวรรษ1980ดูได้จากการที่มีการประชุมและการหารือมาแล้วหลายต่อหลายรอบ
สิ่งที่เห็นได้จากผลของการจัดประชุมมาหลายครั้งดังกล่าวคือ 95% ของการประชุม ยังคงอยู่ที่งานด้านการผลิต จะมีเพียงสัดส่วนไม่เกิน 5% เท่านั้นที่เป็นการพิจารณาในเรื่องการบริโภค ซึ่งเป็นเพราะว่าเรื่องของการผลิตเป็นสิ่งที่กิจการควบคุมและบริหารจัดการได้เอง จึงง่ายกว่าการพยายามปรับพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภค
ความท้าทายในการดำเนินกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมที่มาจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคก็คือลำพังการเปลี่ยนแปลงของคนเพียงไม่กี่คน ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ และการเปลี่ยนแปลงโลกได้จะต้องมาจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นการถาวรของผู้บริโภค ซึ่งเป็นไปได้ยากยิ่ง การดำเนินความพยายามเหล่านี้จึงยังขาดองค์ประกอบของความยั่งยืน
และที่แย่กว่านั้นก็คือ หากผู้คนคิดถึงกิจกรรมการบริโภคเพื่อความรับผิดชอบทางสังคมเป็นเพียงงานอดิเรกทำบ้างไม่ได้ทำบ้าง ไม่ได้พิจารณาในมุมของความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงหรือเลือกไม่ทำไม่ได้ และทำตามอำเภอใจของแต่ละคนโดยปราศจากความตั้งใจที่จะตอบสนองต่อความจำเป็นหรือปัญหา ทั้งหมดก็ไม่อาจเกิดความยั่งยืนได้ เพราะไม่ได้เกิดผลทั้งอุตสาหกรรมในภาพรวมและในสินค้าและบริการทุกประเภท
การทำกิจกรรม CSR จึงต้องให้ความสำคัญและพยายามที่จะจัดการกับ
(1) การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ยั่งยืน
(2) การดำเนินงานที่เป็นกระแสหรือเป็นแฟชั่นมากกว่าเป็นการดำเนินชีวิตประจำวัน
(3) การอุปโภคบริโภคที่ไร้จริยธรรมขาดธรรมาภิบาล เช่นพฤติกรรมการขับขี่รถยนต์ที่ไม่สนใจกับกฎระเบียบ
(4) การอุปโภคบริโภคที่ฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นแทนที่จะบริโภคลดลง แค่ให้พอเพียงตามความต้องการอย่างแท้จริง
(5) การอุปโภคบริโภคที่เน้นเชิงปริมาณแต่มีคุณภาพต่ำ
สิ่งที่กล่าวถึงนี้ยังคงเป็นความท้าทายเพราะผู้ประกอบการคุ้นเคยกับการกำหนดกลยุทธ์การตลาดที่กระตุ้นผู้บริโภคให้บริโภคมากขึ้น บริโภคเพิ่มขึ้นมากกว่าบริโภคลดลง เพราะอาจจะกระทบต่อความสามารถในการหารายได้ และอัตราการทำกำไรของกิจการ
นอกเหนือจากประเด็นดังกล่าวแล้ว การทำกิจกรรมแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมหรือ CSR ยังควรจะเพิ่มความสำคัญของ
(1) การยกระดับการบริโภคของกลุ่มคนยากจน จนมีการบริโภคไม่เพียงพอ
(2) การเชื่อมโยงการบริโภคของกลุ่มคนยากจนกับระดับสุขภาพและการกินดีอยู่ดีโดยรวมของเศรษฐกิจ
การที่จะทำกิจกรรม CSR ด้านการบริโภคได้จะต้องเริ่มจากการจัดแบ่งกลุ่มผู้บริโภคออกมาเป็นกลุ่มย่อยให้ชัดเจนก่อนจึงจะวางแผนกำหนดกิจกรรม CSR ได้อย่างเหมาะสม
กลุ่มผู้บริโภคที่ร่ำรวย
กิจกรรม CSR คือการส่งเสริมให้กลุ่มผู้บริโภคกลุ่มนี้มีบทบาทของการเป็นผู้นำร่อง หัวหอก และบุกเบิกการดำเนินชีวิตแบบยั่งยืนและการเป็นต้นแบบของการบริโภคที่ดี มีคุณภาพ
กลุ่มผู้บริโภคกลุ่มนี้จะต้องไม่ทำสงครามแย่งชิงทรัพยากรมาผลิตสินค้า ซึ่งเมื่อซื้อสินค้าแล้ว ไม่ได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มีไว้เพื่อการสะสมมากกว่า
กลุ่มผู้บริโภคที่ยากจน
กิจกรรม CSR คือการนำเอาทรัพยากร ที่ใช้ในการผลิตสินค้าฟุ่มเฟือย สิ่งของเหลือใช้ ถ่ายโอนไปให้กลุ่มที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้เพราะยากจนมาก
มาตรฐาน ISO 26000 จึงมุ่งเน้นที่จะให้กิจการต้องคิดใหม่ ทำใหม่ตั้งแต่การผลิตสินค้าและบริการก่อนที่ออกไปสู่ตลาด โดยมรเป้าหมายให้การบริโภคของลูกค้ามีคุณภาพดีขึ้น นำผู้บริโภคจากจุดหนึ่งไปสู่ระดับคุณภาพการบริโภคที่ดีขึ้น
ประเด็นที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนากิจกรรม CSR ในด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านการบริโภคอยู่ด้วยกันหลายประการ
ประการที่ 1
สิ่งที่เป็นตัวขับเคลื่อนพฤติกรรมในตัวคนที่เป็นผู้บริโภคที่ปรับเปลี่ยนยากมากคือ
(1) วัฒนธรรมการบริโภค ตลอดจนความคุ้ยเคย
(2) ความคาดหวังของผู้บริโภคในการบริโภคแต่ละครั้ง
(3) อัตตาของบุคคล ที่ยึดมั่นถือมั่นว่าตนมีสิทธิในการบริโภค หากมีความสามารถในการจ่ายได้ ซึ่งทำให้ราคาสินค้าห่างไกลจากความสามารถในการซื้อของผู้บริโภคกลุ่มยากจน
(4) จริยธรรมรายบุคคลที่ฝังอยู่ในวิถีการดำเนินชีวิตประจำวัน
ประการที่ 2
กิจการที่ยังมีความเชื่อการขายสินค้าและบริการให้คนรวยจะสามารถสร้างกำไรให้กิจการดีกว่าและยังไม่เชื่อว่าการบริโภคน้อยลงจะสร้างความสุขให้แก่ผู้บริโภคได้อย่างไร เพราะเชื่อว่าการบริโภคสร้างความสุขโดยตรง

สนใจเชิญบรรยายหัวข้อนี้ติดต่อ sumetheeprasit@hotmail.com

เมษายน 21, 2014 Posted by | CSR | , , | ใส่ความเห็น

เรียนรู้วิธีการวัด Social Impact เพื่อประกอบ Strategic CSR-เรื่องที่ 566

ปกหนังสือ ความเสี่ยง

หนังสือ การบริหารความเสี่ยงอย่างมืออาชีพ พิมพ์ครั้งที่ 2 อาจารย์ จิรพร  สุเมธีประสิทธิ์

ราคาปก 179 บาท

อาจารย์ จิรพร  สุเมธีประสิทธิ์

sumetheeprasit@hotmail.com

http://chirapon.wordpress.com

2 23.12.56

เมื่อทุกกิจการดำเนินกิจกรรม CSR ย่อมคาดหวังว่าจะเกิดประโยชน์แก่สังคม ขณะเดียวกัน กิจการก็ต้องการจะหาว่าการดำเนินงานของกิจการมีผลกระทบต่อสังคมอย่างไร สถานการณ์เช่นนี้ทำให้มีนิยามของรูปแบบทางธุรกิจหรือโมเดลธุรกิจแบบใหม่เกิดขึ้นเรียกว่า Community Organization และSocial Enterprise ในส่วนของการใส่ใจผลกระทบของการดำเนินงานต่อสังคมที่เรียกว่า Social Impact

แต่กิจการในโลกนี้ยังมีความแตกต่างกันอย่างมากในด้านความสามารถในการวัดผลกระทบต่อสังคมของการดำเนินงานของกิจการ เพราะการวัดผลไม่ได้ทำกันได้ง่ายๆ ทำให้มีเพียงไม่กี่กิจการที่สามารถจะประเมินได้ว่ากิจการได้ดำเนินการใดไปบ้างและประสบความสำเร็จอย่างไร

การที่มีเพียงไม่กี่กิจการที่มีศักยภาพและสมรรถนะในการวัดผลกระทบทางสังคมดังกล่าว ก็เพราะการวัดผลกระทบทางสังคม

(1)   ต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส

(2)   ต้องสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อการดำเนินการของกิจการและผลักดันสู่แรงจูงใจมากขึ้น

(3)   ต้องได้รับการยอมรับจากสังคมเองด้วย

(4)   ต้องตีค่าของมาเป็นตัวเงินหรือในเชิงปริมาณ

(5)   ต้องให้ข้อมูลให้กิจการเห็นว่ามีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้เงินน้อยลงแต่เกิดผลประโยชน์เพิ่มขึ้น

อันที่จริง มีเครื่องมือ เทคนิค และวิธีดำเนินงานที่พัฒนาเพิ่มขึ้นมาอย่างมากแล้วในปัจจุบันเพื่อช่วยให้กิจการสามารถวัดผลกระทบทางสังคมได้

ประเด็นที่กิจการที่จะทำการวัดผลกระทบสังคมควรจะเรียนรู้มีอยู่หลายประการ

ประการที่ 1 นิยามและขอบเขต

ตามนิยามของ Social Enterprise East of England (SEEE) ระบุว่า การวัดผลกระทบทางสังคมเป็นการวัดการทำให้เกิดความแตกต่าง จึงเป็นกระบวนการในการหาหลักฐานว่ากิจการ ทั้งที่เป็น Social Enterprise และ Community Organization หรือธุรกิจดั้งเดิม ได้ดำเนินการบางอย่างที่ได้สร้างประโยชน์ที่แท้จริงและเป็นเชิงประจักษ์ต่อ

(ก) สังคม และ/หรือ

(ข) สิ่งแวดล้อมอย่างไร

ประการที่ 2 เหตุผลในการวัดผลกระทบ

ในหลายกิจการ บุคลากรที่ทำงานอยู่ได้มองเห็นว่า กิจการได้สร้างประโยชน์แก่สังคมและสิ่งแวดล้อมอยู่บ้าง แต่ไม่เป็นเชิงระบบและไม่เที่ยงตรง หรือไม่มีรายละเอียดเพียงพอในการทำให้เกิดความเชื่อมั่น

1)     ต้องเรียนรู้ทั้งสิ่งที่ได้ผลดีและความท้าทายที่ต้องฝ่าฟันต่อไปเพื่อปรับปรุง

2)     ลูกค้า คู่ค้า คู่สัญญา ผู้ที่ติดต่อกับกิจการเองก็ต้องการรู้ว่าตนติดต่อกับกิจการที่มีผลดำเนินงานต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างไร เหมือนรับรู้งบการเงินตามปกติ

ประการที่ 3 – กรอบแนวคิดการวัดผลกระทบทางสังคม

การดำเนินงาน CSR ของกิจการสามารถสร้างผลกระทบในระยะยาวต่อ

1)     ตัวผู้รับผลประโยชน์

2)     ครอบครัวของผู้รับประโยชน์

3)     สังคม ชุมชนในวงกว้าง

กรอบการวัดผลกระทบทางสังคมจึงเป็นการ

(ก) ระบุ และ

(ข) วัดค่าเชิงปริมาณของผลกระทบ

ประการที่ 4 ประเด็นที่มีองค์ประกอบของกรอบแนวคิดในการทำกิจกรรม CSR

(ที่มาของข้อมูล Getting Started in Social Import Measurement- A Guide to choosing how to measure social impact : September 2010, The Guide)

เมื่อกิจการต้องประเมินในสิ่งที่ได้ทำและวิธีการที่ใช้ดำเนินการ ย่อมสามารถมองเห็นส่วนที่เป็นจุดแข็งและจุดที่ควรมีการเข้มแข็งขึ้น ปรับปรุงขึ้น

1.จุดเริ่มต้น

เริ่มจากการออกแบบด้วยการทำ Community Impact Mapping

ด้วยการใช้เครื่องมือที่มุ่งเน้นOutcomes Focus

เป็นเครื่องมือที่กิจการต้องใช้ประกอบร่วมกับ ลูกค้า คู่ค้า ในการประเมินหาตัวบ่งชี้ และติดตามความก้าวหน้าของตัวบ่งชี้ ที่เกิดเป็นผลที่ตกอยู่กับผู้รับประโยชน์ ซึ่งอาจจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักคือ

(1) Outcomes Star

เป็นตัวบ่งชี้ที่ใช้ในการทำการประเมินร่วมกับกลุ่มที่เป็นอาสาสมัครให้ความร่วมมืออย่างเป็นทางการ

(2) Soul Record

เป็นตัวบ่งชี้ที่ทำการเรียนรู้และหาข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการเกี่ยวกับการพัฒนา

2.การเข้าถึงพื้นที่ เป็นการเข้าไปเก็บข้อมูลในพื้นที่จริงเพื่อทำการ

(1)   ระบุตัวบ่งชี้

(2)   สื่อสารทำความเข้าใจ

(3)   วางเกณฑ์การชี้วัดในการประเมิน

3.การประเมินแบบมืออาชีพ

ในกรณีที่กิจการที่ประสบการณ์ในการประเมินหรือมีเครื่องมือ Outcome Tool ที่ชัดเจน

(1) SAA : Social Accounting and Audit

เป็นการจัดเก็บข้อมูลมาไว้ในรูปแบบของบัญชีเพื่อสังคมและ

รายงานผลการตรวจสอบ

(2) SROI : Social Return on Investment

เป็นการคำนวณหรือประมาณการขนาดของผลกระทบที่เกิดจากการดำเนินโครงการ กิจกรรมทางสังคม ทั้งผลทางการเงิน ทางเศรษฐศาสตร์ และการตีค่าคุณค่าทางสังคม

4.การประเมินประสิทธิภาพของกิจกรรม CSR

เป็นการให้ความสำคัญกลับเข้ามาที่ประสิทธิภาพของการดำเนินกระบวนการ กิจกรรมที่กิจการใช้ในด้าน CSR และมีความสอดคล้องสู่ความสามารถในการประเมินผลกระทบทางสังคม

กลไกในด้านระบบคุณภาพ(Quality System)ที่สอดส่องและตรวจจับว่าการดำเนินงานของกิจการสามารถบรรลุตาม Benchmark หรือ Standard เพียงใด ไม่ว่าจะเป็นเกณฑ์ที่อิงมาจากองค์กรหน่วยงานใดของโลกก็ตาม

5.การวาง Baseline เพื่อเป็นพื้นฐานของกิจกรรม CSR ที่เชื่อมถึงผลกระทบทางสังคม

(1)      การกำหนดวัตถุประสงค์ที่เหมาะสม

กิจการควรจะต้องทำการหาเครื่องมือในการวินิจฉัยตรงเข้าสู่ปัญหาสถานการณ์และเป้าหมายของสังคม เพื่อช่วยให้กิจการกำหนดตำแหน่งของตนเองในฐานะ Social Enterprise หรือปรับตำแหน่งใหม่ให้เหมาะสม

อาจจะเรียกอีกอย่างว่าเป็นการกำหนด Theme ขององค์กร

หากการกำหนด Theme นั้นพบว่ายังมีองค์ประกอบใดในองค์กรที่ยังไม่เข้มแข็งไม่เหมาะสมก็ต้องจัด ยุทธศาสตร์ แผนกลยุทธ์รองรับ

(2)      การกำหนด Balanced Scorecard ในส่วนของ CSR เพื่อจัดระเบียบ

กิจการจะต้องทำการดึงองค์กรของตนเองจากการเอาผลดำเนินงานเป็นตัวตั้ง และวางกระบวนการภายในที่จะยึดโยงถึงผลดำเนินงานตาม Theme ขององค์กร

ซึ่ง Balanced Scorecard ก็ใช้เป็นเครื่องมือในการจัดระเบียบให้ครบถ้วนทุกมิติ แต่ที่ให้แยกออกมาในส่วนของ CSR ก็เพราะเป็นส่วนย่อยขององค์กรลูกที่เรียกว่า Social Enterprise

(3)      การสร้าง CSR Performance Dashboard

เป็นการวางระบบรายงาน ระบบการประมวลผลในการติดตามความก้าวหน้าของผลดำเนินงาน

6.การสื่อสารเพื่อถ่ายทอด Theme และองค์ประกอบสู่บุคลากรที่เกี่ยวข้องภายในและภายนอก

เป็นการนำผลจากองค์ประกอบ 1-5 ข้างต้นมาสื่อสารข้อมูลทั้งหมดที่ครบถ้วนว่ากิจการมีรูปแบบอย่างไร ทำอะไรบ้าง และอยากทำอะไรต่อไป

(1)   บุคลากรภายใน

(2)   ผู้รับประโยชน์

(3)   แหล่งเงินทุน

(4)   ผู้ให้การสนับสนุน

(5)   ผู้ที่ต่อต้าน ขัดแย้ง

กิจการต้องเลือกช่องทางการสื่อสารข้อมูลให้เหมาะสม และควรครอบคลุมอย่างน้อยใน 3 ประเด็น คือ

ประเด็นที่ 1      วิธีการที่ใช้วัดผลกระทบทางสังคม

ประเด็นที่ 2      มาตรฐานด้านคุณภาพ

ประเด็นที่ 3      เครื่องมือที่ใช้กำหนด Outcomes

7.การวางองค์ประกอบการบริหารจัดการเงินงบประมาณหรือเงินทุน CSR

กิจกรรม CSR ควรจะแยกวงเงินงบประมาณ หรือแหล่งเงินออกต่างหาก รวมทั้งดำเนินการเสมือนกองทุนสนับสนุน CSR โดยเฉพาะ เพื่อจะได้ปรับปรุงและเลือกวิธีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพได้จริง ลดความสูญเปล่าและสิ้นเปลือง และอาจจะสามารถตรวจสอบได้ว่า มีความโปร่งใส

(1)   กรณีที่มีเงินหรือสิ่งของที่รวบรวมมาจากภายนอกด้วย จักต้องวางระบบการบริหารให้ชัดเจน โดยเน้นคุณภาพประสิทธิภาพ

(2)   กรณีที่ต้องการหลักประกันเข้ามาเกี่ยวข้อง มีการจัดการสต๊อกในเชิงคุณภาพ

ประการที่ 5 การรับรู้ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดจากกิจกรรม CSR

เป็นการวางเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ในการรับรู้ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม การตีความ และการวิเคราะห์ผลของความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเทียบกับแผนงานที่กำหนด

การตัดสินใจเลือกเครื่องมือในการรับรู้ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมของกิจการมีปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาหลายปัจจัย ได้แก่

1)     ต้นทุนและค่าใช้จ่ายดำเนินงานของแต่ละเครื่องมือ

2)     ความซับซ้อนที่จะต้องดำเนินงานของแต่ละเครื่องมือ

3)     เวลาที่ใช้ในการดำเนินการ

4)     ความต้องการในการใช้ทีมงานในการดำเนินการของแต่ละเครื่องมือ

5)     สิ่งสนับสนุนและอำนวยความสะดวกอื่นๆในกิจการ

 

สนใจเชิญบรรยายหัวข้อนี้ติดต่อ sumetheeprasit@hotmail.com

 

กุมภาพันธ์ 21, 2014 Posted by | CSR, Social Return SROI | , , , | ใส่ความเห็น

New CSR จากความรับผิดชอบสู่ความสามารถในการทำกำไร – เรื่องที่ 553

ปกหนังสือ ความเสี่ยง

หนังสือ บริหารความเสี่ยงอย่างมืออาชีพ พิมพ์ครั้งที่ 2 อาจารย์ จิรพร สุเมธีประสิทธิ์

ราคาปก 179 บาท

อาจารย์ จิรพร  สุเมธีประสิทธิ์

sumetheeprasit@hotmail.com

http://chirapon.wordpress.com

1_003

เมื่อประชาคมโลกกำหนดให้กิจการต้องมีกิจกรรมกับสังคมและชุมชนที่เรียกว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคม” (Corporate Social Responsibility) การพัฒนาแนวทางการดำเนินกิจกรรม CSR จึงได้เริ่มต้นขึ้นและมีการปรับตัวมาตามลำดับ จนเกิดแบบจำลอง CSR ขึ้นมากมาย

หากสรุปการพัฒนาด้านแบบจำลองล่าสุดของ CSR อาจจะประมวลภาพได้ ดังนี้

ประการที่ 1

การขยายขอบเขต CSR จาก Corporate Social Responsibility เป็นมุมมองและวิสัยทัศน์ที่กว้างขวางขึ้น เป็น Corporate Sustainable Responsibility หรือในกรณีของหน่วยงานภาครัฐ คำนี้ได้ขยายความหมายออกไปเป็น Community (Country) Sustainable Responsibility เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องคิดให้ไกลและครอบคลุมมากขึ้นกว่าเดิม

ประการที่ 2

กิจกรรม CSR ถูกขยายวงและแนวทางออกไปเรื่อยๆจนกลายเป็นคำว่า Beyond CSR แล้ว เพื่อให้แต่กิจการต่อยอดกิจกรรมออกไปจากเดิม รวมไปถึงการใช้กิจกรรม CSR ในการเพิ่มความสามารถในการทำกำไรให้แก่กิจการ แทนที่จะเป็นเรื่องของการเสียสละ การใช้จ่ายที่กิจกรรมเป็นฝ่ายให้อย่างเดียว มาสู่การเป็นฝ่ายให้และฝ่ายรับพร้อมกัน

ประการที่ 3

กิจกรรมCSR เป็นกิจกรรมหลักกิจกรรมหนึ่งในการวางแผนธุรกิจประจำปีของกิจการโดยการกิจกรรม CSR จะนำเอาจริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethics) เป็นตัวตั้งและใช้ในการออกแบบกิจกรรม CSR ควบคู่กับการสร้างและปกป้องคุณค่าของกิจการในด้านของความยั่งยืนในระยะยาว

ประการที่ 4

การประกอบธุรกิจของกิจการเป็นบริบทสำคัญของการวางกรอบแนวทางCSRของแต่ละกิจกรรมที่มีความแตกต่างกัน

โดยปรัชญาของ CSR คือการยอมรับว่าการประกอบการของแต่ละกิจการเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เพราะโมเดลธุรกิจไม่อาจจะดำเนินงานได้สอดคล้องกับธรรมชาติเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ทั้งหมด

เพราะการปฏิบัติทางอุตสาหกรรมและพัฒนาการทางธุรกิจที่มีเทคโนโลยี กระบวนการที่ก้าวหน้ามากขึ้น จึงทำให้แบบจำลอง CSR ที่เคยใช้อยู่ล้าสมัย ใช้ไม่ได้อีก เพราะกิจการจะต้องหาวิธีการใหม่ๆ ที่จะทำให้แสดงบทบาทความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้นในเชิงบวก ไม่ใช่เพียงแค่ทำสิ่งไม่ดีลดน้อยลงเท่านั้น

ประการที่ 5

ในแต่ละกิจการไม่อาจมอบหมายให้เฉพาะฝ่ายงานใดฝ่ายงานหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบทำกิจกรรม CSR แทนสังคมได้อีกต่อไป หากแต่ต้องกำหนดบทบาทใหม่ว่า CSR เป็นแผนงานหลักขององค์กร ซึ่งทุกฝ่ายงานจะต้องถ่ายทอดลงไปสู่โครงการย่อยและกิจกรรมย่อยในระดับฝ่ายงาน ส่วนงานและระดับรายบุคคลด้วยการเชื่อมโยงให้แทรกไว้ในกระบวนการดำเนินงานและการปฏิบัติงานประจำวัน

ประการที่ 6

การที่จะทำได้ขนาดที่แทรกกิจกรรม CSR ไว้ในกระบวนการดำเนินงานและการปฏิบัติงานประจำวันได้ จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อกิจการมีแรงจูงใจหรือผลตอบแทนที่คุ้มค่า แทนที่จะทำไปตามความจำเป็นหรืออย่างเสียไม่ได้

การดำเนินการให้ CSR เป็นส่วนหนึ่งของแรงจูงใจนั้นมาจากความสำเร็จในการผนวกรวมการ CSR กับการดำเนินงานและปฏิบัติงานตามปกติว่ามีส่วนในการสร้างความยั่งยืนแก่กิจการเหมือนกับการขายสินค้าและทำรายได้ได้ในปัจจุบัน เพราะความสำคัญของการทำกิจกรรม CSR จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการทำรายได้ในอนาคต หรือเป็นแหล่งที่มาของกระแสรายได้ในอนาคต

ประการที่ 7

ในขณะที่กิจการดำเนินธุรกิจอยู่ กิจการอาจจะมีความคุ้มค่าในการบริหาร CSR มากขึ้นหากสิ่งที่กิจการดำเนินงานสามารถพิสูจน์ได้ว่าไปช่วยลดผลกระทบซึ่งเป็นต้นทุนต่อสังคมและต้นทุนต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ได้บันทึกรายการทางบัญชีในงบการเงินของกิจการโดยตรง

ซึ่งแนวคิดนี้แตกต่างจากการที่กิจการมีส่วนร่วมในงานการกุศล บำเพ็ญสาธารณะประโยชน์จากการที่กิจการมีผลกำไร ณ สิ้นปีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นแนวคิดแบบดั้งเดิม

ประการที่ 8

ผลการสำรวจของ IBM ชี้ว่ากิจการส่วนใหญ่มีความเข่าใจในคุณค่าทางด้านการเงินของกิจกรรม CSR และใช้ CSR เป็นประโยชน์ในการเพิ่มโอกาสและแบบจำลองในด้านการเติบโตของกิจการ

IBM ได้พัฒนาเส้นที่แสดงเส้นทางของการพัฒนาของ CSR เรียกว่า CSR Value Curve จากจุดเริ่มต้นจนไปถึงขั้นที่สร้างการเติบโตเป็น 5 ระดับ

ระดับที่ 1

การให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ ประเพณีจารีตในแต่ละประเทศ แต่ละพื้นที่ที่ดำเนินธุรกิจ ทำให้การดำเนินงานมีความสอดคล้องกับการยอมรับของแต่ละพื้นที่

ระดับที่ 2

การมรกิจกรรมการกุศลเชิงกลยุทธ์เป็นการพัฒนากิจกรรมการกุศลที่เป็นเรื่องทางสังคมและประเพณี ขณะเดียวกันก็มีส่วนสนับสนุนวัตถุประสงค์ทางธุรกิจของกิจการด้วย

ระดับที่ 3

การวางบรรทัดฐาน/มาตรฐานภายในกิจการที่ตั้งบนมูลค่า (Value Based) เป็นการวางระบบแบบแผนอย่างเป็นทางการของกิจการเอง ซึ่งอาจจะเป็นกฎบัตร ประกาศ กรอบแนวทางที่กำกับพฤติกรรมภายในกิจการในด้าน CSR

ระดับที่ 4

การทำกิจกรรม CSR ที่เน้นประสิทธิภาพ เป็นการเน้นการประหยัดต้นทุนและค่าใช้จ่ายภายในกิจการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีผลในการประหยัดพลังงาน ลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติด้วย

ระดับที่ 5

การวางแพลตฟอร์มการเติบโต เป็นการพัฒนาสู่ตลาดใหม่ หรือพันธมิตรกลุ่มใหม่ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ของกิจการที่อยู่บนแนวทางการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมสร้างประโยชน์ทางสังคม พร้อมกับทำกำไรให้แก่กิจการด้วย

 

สนใจเชิญบรรยายหัวข้อนี้ติดต่อ sumetheeprasit@hotmail.com

มกราคม 10, 2014 Posted by | CSR | | ใส่ความเห็น

การใช้กิจกรรม CSR กระตุ้นการมีส่วนร่วมของลูกค้ากิจการ- เรื่องที่ 536

 

อาจารย์ จิรพร  สุเมธีประสิทธิ์

sumetheeprasit@hotmail.com

http://chirapon.wordpress.com

WP_20130804_005

แม้ว่าจุดประสงค์ของการทำกิจกรรม CSR จะมีอยู่หลากหลายประเด็น แต่กิจการส่วนใหญ่มักจะนึกถึงคือ มูลค่าของกิจการที่มาจากความจงรักภักดี ความพอใจ การรับรู้ของลูกค้า ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นกิจกรรม CSR ก็จะต้องมีการพิจารณาปัจจัยบางประการเป็นกรณีพิเศษที่แตกต่างจากการทำกิจกรรม CSR เพื่อเป้าหมายกลุ่มอื่น

แนวทางในการดำเนินการเพื่อให้ลูกค้าของกิจการเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม CSR ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มปริมาณการซื้อสินค้าและบริการ ระดับความพอใจต่อกิจการ หรือระดับการรับรู้ของลุกค้าต่อคุณค่าของกิจกรรมเพิ่มขึ้น ได้แก่

ประการที่ 1 – การบริหารกิจกรรม CSR ในลักษณะของพอร์ต (CSR Portfolio)

เนื่องจากลูกค้าของกิจการมีหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มต้องการมีส่วนร่วมและมีการรับรู้เกี่ยวกับ CSR ของกิจการแตกต่างกัน

ดังนั้นกิจการจึงควรจะทำกิจกรรม CSR ที่หลากหลายให้สามารถกระจายออกไปยังลูกค้ากลุ่มต่างๆไม่ควรกระจุกตัวกิจกรรมเฉพาะลูกค้าเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้นเพราะเป็นการเสี่ยงมากเกินไป

นอกจากพิจารณาจากลักษณะของลูกค้าเป้นกลุ่มย่อยแล้ว กิจการอาจจะแยกกิจกรรม CSR ตามโมเดลธุรกิจ ลักษณะของธุรกรรมการให้บริการแก่ลูกค้า หรือตามลักษณะและประเภทของโครงการหรือโปรแกรมที่ทำอยู่

ในกิจการที่บุคลากรแต่ละคนรับผิดชอบงานหลายโครงการหรือหลายโปรแกรม ก็อาจจะใช้โปรแกรมเหล่านั้นว่าเป็นพอร์ตได้เช่นกัน เพราะแต่ละโครงการให้คุณค่า (Value) แก่กิจการแตกต่างกัน

ประการที่ 2 – การเสียสละคุณค่าของตนเองของลูกค้าให้กับงาน CSR ของกิจการต้องคุ้มค่า

ในขณะที่ลูกค้าส่งเสริมกิจการ CSR ของกิจการลุกค้าอาจจะต้องเสียสละคุณค่าบางอย่างของตน เช่น

-   การบริโภคกาแฟออร์แกนิคอาจจะรสชาติไม่ดีเท่ากาแฟปกติ

-    การใช้รถยนต์ประหยัดพลังงานอาจจะเร่งเครื่องไม่ขึ้น

แต่ถ้ากิจการทำให้ลูกค้ารับรู้ว่าการเสียสละของพวกเขาให้ผลที่คุ้มค่าก็ย่อมจะได้รับการยอมรับจากลูกค้าได้ไม่ยาก

แผนงานการสื่อสารเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ลูกค้าเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการยอมเสียสละบางอย่างจึงเป็นส่วนที่กิจการจะละเลยไม่ได้

ประการที่ 3 – การจัดเรียงลำดับความสำคัญของ CSR ที่กิจกรรมด้านผลิตภัณฑ์เป็นสำคัญ

เนื่องจากกิจกรรมของ CSR มีหลายระดับ ตั้งแต่การทำกิจกรรมการกุศล การปรับกระบวนการดำเนินธุรกิจให้คำนึงถึงสังคมมากขึ้น และการเปิดตลาดใหม่และผลิตภัณฑ์ใหม่ตามแนวทางกรีน

หากกิจการต้องการสร้างมูลค่าเพิ่มจากลูกค้าของกิจการ กิจการควรจะกำหนดน้ำหนักของกิจกรรม CSR อยู่ที่การเปิดตลาดใหม่และผลิตภัณฑ์ใหม่ตามแนวทางกรีนเป็นอันดับแรก และให้ความสำคัญเหนือกว่าการปรับกระบวนการดำเนินธุรกิจแบบกรีน หรือกิจกรรมการกุศลแบบพื้นฐาน เพราะสิ่งนี้น่าจะเป็นความคาดหวังและปรัชญาของลูกค้าของกิจการเช่นกัน และจะทำให้คุณค่าของลูกค้าที่ประเมินตนเองในการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม CSR

ประการที่ 4 – การให้ความสำคัญกับการทำความรู้จักรูปแบบของลูกค้ากิจการ

รูปแบบของลูกค้ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินผลลัพธ์และประโยชน์หรือคุณค่าของการทำกิจกรรม CSR ของกิจการ

โดยทั่วไปลูกค้าของกิจการจะมี 2 กลุ่มหลัก

1)     กลุ่มที่ต้องการเพิ่มคุณค่าแก่ตนเองในการร่วมกิจกรรม CSR

2)     กลุ่มที่ต้องการเพิ่มคุณค่าของสิ่งอื่น คนอื่นในการร่วมกิจกรรม CSR เช่น สิ่งแวดล้อม ความกินดีอยู่ดีของสังคม คนด้อยโอกาส

ในการทำกิจกรรม CSR แต่ละครั้งผู้ตัดสินใจในกิจการจะต้องมั่นใจด้วยว่ามีความเข้าใจเกี่ยวกับลูกค้าที่จะมาร่วมกิจกรรม CSR อย่างถูกต้อง

ประการที่ 5 – การพัฒนากิจกรรม CSR ไปสู่ “CSR Brand”

การศึกษาได้พบว่าเมื่อกิจการปรับตำแหน่งทางการตลาดของกิจการจากเดิมที่ทำธุรกิจเหมือนๆกับกิจการอื่นไปสู่ “CSR Brand” ลูกค้าของกิจการจะมีการรับรู้ในการเป็น “CSR Brand” ของกิจการในลักษณะที่ต่อยอดและเพิ่มเติมจากเพียงการทำกิจกรรม CSR เป็นครั้งคราว

ประการที่ 6 – การวางแนวทาง พันธะที่ต่อเนื่องระยะยาวสำหรับกิจกรรม CSR ในพอร์ตกิจกรรม CSR ที่แตกต่างกันอาจจะมีผลต่อการรับรู้ของลูกค้าแตกต่างกันด้วย โดยการรับรู้มักจะมี 2 ลักษณะ

1)     การรับรู้ในคุณค่าของตัวกิจกรรม

2)     การรับรู้ในพันธะกรณี ความผูกพันของกิจการในระยะยาวต่อ CSR

ดังนั้นกิจกรรม CSR จึงเหมือนกับการลงทุนที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องและซ้ำกันสอดคล้องกันในระยะยาวเพื่อให้เกิดการรับรู้ในพันธะกรณีและความผูกพันของกิจการ

ประการที่ 7 – การใช้งานการตลาดอย่างเพียงพอต่อการส่งเสริมการสร้างคุณค่าของลูกค้าต่อองค์ประกอบของ CSR ของกิจการ

กิจกรรมทางการตลาดซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับลูกค้าอยู่แล้ว ควรจะมีบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับค่านิยมทางสังคม ที่เชื่อมโยงกันถึงกิจกรรม CSR ได้ด้วย

กิจกรรมการตลาดของกิจการกับกิจกรรม CSR ไม่ควรแยกออกจากกันตลอดไป หรือเป็นอิสระต่อกันทั้งหมด

ประการที่ 8 – การผูกพันกิจกรรม CSR กับอรรถประโยชน์หรือการใช้งานของผลิตภัณฑ์ของกิจการและการสร้างความพอใจในการใช้ผลิตภัณฑ์

การที่ผู้บริโภคหรือลูกค้าจะเปลี่ยนการรับรู้ที่มีต่อกิจการไปในทางบวกได้ดีควรจะเริ่มจากตัวผลิตภัณฑ์ของกิจการ ซึ่งเป็นส่วนที่ลูกค้าได้ใช้ประโยชน์ตามคุณสมบัติและหน้าที่ของสินค้าอยู่แล้ว หากสิ่งที่เป็นกิจกรรม CSR ปรากฏระหว่างที่ลูกค้ากำลังใช้ประโยชน์จากตัวผลิตภัณฑ์ได้ ก็จะทำให้เกิดการปรับการรับรู้ได้ง่าย

ประการที่ 9 – การกำหนดวงเงินลงทุนในCSRที่เหมาะสม

การลงทุนในการทำกิจกรรม CSR ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของการรับรู้และคุณค่าจากลูกค้า แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เป็นจุดที่ดีที่สุดแล้ว การเพิ่มเงินลงทุนในการทำกิจกรรม CSR อีกจะไม่เกิดผลลัพธ์เพิ่มขึ้นแล้วหรือการลงทุนเพิ่มมากเกินไป ไม่เกิดผลลัพธ์ด้านคุณค่าเพิ่มอีก

กิจการจึงต้องพยายามหาทางวัดผลหรือประเมินให้ได้ว่าเพื่อลงทุนในการทำกิจกรรม CSR แล้ว คุณค่าจากลูกค้ายังคงเพิ่มขึ้นอยู่หรือไม่ ถ้าไม่เพิ่มขึ้นก็ควรจะหยุดและไม่เสียเงินลงทุนเพิ่มอีก

ประการที่ 10 – การใส่ใจและคำนึงถึงผลทางกิจกรรม CSR ต่อผลประกอบการทางการเงินและมูลค่าของผู้ถือหุ้น

การทำกิจกรรม CSR ต้องไม่มีผลทางลบต่อผลประกอบการทางการเงินของกิจการ และไม่ทำให้มูลค่าของผู้ถือหุ้นลดลงไปจากเดิม เพราะกิจการอาจจะมุ่งเน้นที่มูลค่ามากเกินไป

 

สนใจเชิญบรรยายหัวข้อนี้ติดต่อ sumetheeprasit@hotmail.com

พฤศจิกายน 28, 2013 Posted by | CSR | | ใส่ความเห็น

การวัดหรือตีมูลค่ากิจกรรม CSR ของกิจการ – เรื่องที่ 532

ปกหนังสือ ความเสี่ยง

หนังสือ การบริหารความเสี่ยงอย่างมืออาชีพ อาจารย์จิรพร  สุเมธีประสิทธิ์

วางจำหน่ายที่ร้านซีเอ็ด ร้าน B2S ราคาปก 179 บาทค่ะ

อาจารย์ จิรพร  สุเมธีประสิทธิ์

sumetheeprasit@hotmail.com

http://chirapon.wordpress.com

DS_01

กิจกรรมด้านความรับผิดชอบทางสังคม (CSR : Corporate Social (Sustainable) Responsibility) เป็นกิจกรรมภาคบังคับไม่ใช่กิจกรรมทางเลือกอีกต่อไป แต่กิจการจึงต้องแสวงหาช่องว่างของบทบาททางสังคมของกิจการที่เหมาะสม จนพบว่า CSR เป็นส่วนหนึ่งที่เปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจของกิจการอย่างมากมายจนคาดไม่ถึง และ CSR ได้พัฒนาไปจากรากเหง้าเริ่มแรกอย่างมากมาย จนเรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมทางด้าน CSR ก็ได้

ความรับผิดชอบทางสังคมของกิจการในปัจจุบันได้ครอบคลุมถึง 4 ประเด็น

(1)   ความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ

(2)   ความรับผิดชอบทางจริยธรรมทางธุรกิจ

(3)   ความรับผิดชอบทางกลยุทธ์

(4)   ความรับผิดชอบที่เป็นการมีปฏิสัมพันธ์และทำเพื่อคนอื่น

การที่จะยืนหยัดอยู่บนความรับผิดชอบทางสังคมตลอดไปไม่ใช่เรื่องง่ายของแต่ละกิจการ เนื่องจากกิจการเกี่ยวข้องกับหลายตลาด หลายภูมิภาค หลายกลุ่มลูกค้า  ซึ่งมีความแตกต่างกันออกไปและอาจจะต่างกันมากด้วย

แต่อย่างน้อยที่สุดในเกณฑ์ขั้นต่ำที่สังคมคาดหวังจากกิจกรรม CSR ของกิจการในอนาคตจะต้องประกอบด้วย 3 ส่วน ซึ่งเรียกว่า Triple-bottom-line ได้แก่

(1)   ความรับผิดชอบในการสนับสนุนเศรษฐกิจให้ดีขึ้น

(2)   ความรับผิดชอบในการยกระดับ พัฒนาทางสังคม

(3)   ความรับผิดชอบในการดูแล เยียวยา พลิกฟื้นสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ

ซึ่งจะเห็นว่า ประเด็นของความคาดหวังขั้นต่ำไม่ได้มีส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความเสี่ยงด้านชื่อเสียงของกิจการแต่อย่างใด  แต่การทำกิจกรรม CSR ที่เหมาะสมจะทำให้ผลการดำเนินงานตามปกติที่แทรก CSR ไว้ด้วยมีผลดีต่อชื่อเสียงของกิจการเอง

นอกจากการแบ่งรูปแบบของความรับผิดชอบตามกิจกรรม CSR เป็น 3 รูปแบบดังกล่าวแล้วบางคนได้พัฒนาแนวคิด CSR แบบ 3 Ps ประกอบด้วย

(1)   People เป็นสายเลือดของกิจการที่ทำให้กิจการอยู่รอดและดำรงอยู่ได้

(2)   Plant เป็นที่ตั้งของบุคคล ตลาดของกิจการ

(3)   Profit  เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้กิจการยังดำรงอยู่ได้

ซึ่งเป็นการมองประโยชน์ของกิจกรรม CSR ด้วย 3 มิติเช่นเดียวกัน

ในแต่ละกิจการมักจะคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและนำเอามาเป็นเป้าหมายในการกำหนดกิจกรรมในการทำ CSR ซึ่งตามแนวคิดสมัยใหม่ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” ของกิจการยังแบ่งออกเป็นหลายระดับชั้น

ชั้นที่ 1 – เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเบื้องต้น (Primary stakeholders)

ประกอบด้วย ผู้ถือหุ้น พนักงาน ลูกค้า คู่ค้า ซับพลายเออร์ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและชุมชนโดยรวม

ความคาดหวังของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มนี้มีความสำคัญกับกิจการตลอดอายุของกิจการและตลอดเวลาที่ดำเนินกิจการและอาจจะทำให้กิจการไม่อาจดำรงอยู่ได้หากปราศจากการสนับสนุนอย่างเพียงพอของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มนี้

ชั้นที่ 2 – เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย วงที่ 2  (Secondary stakeholders)

เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของกิจการ หรือเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อกิจการ แต่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงต่อการทำธุรกรรมต่างๆของกิจการและเป็นกลุ่มที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงต่อการทำธุรกรรมต่างๆของกิจการ และเป็นกลุ่มที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือไม่ได้มีความสำคัญกับกิจการตลอดอายุของกิจการและความดำรงอยู่ของกิจการ

การดำเนินการใดๆของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย วงที่ 2 นี้อาจจะทำให้ต้นทุนการดำเนินงานของกิจการสูงขึ้น หากปฏิเสธหรือไม่ยอมรับรู้ความต้องการของคนกลุ่มนี้

 

ดังนั้น การดำเนินกิจกรรมของกิจการจึงเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแบกิจการ ซึ่งในรอบ 1 ศตวรรษที่ผ่านมา อาจจะแบ่งออกเป็นแบบจำลองได้ 3 แบบจำลอง

แบบจำลองที่ 1 – แบบจำลองที่เน้นการทำกำไร (Profit-centered Model : PCM )

เป็นแบบจำลองที่ใช้กันในช่วงทศวรรษ 1900-1950 โดยเชื่อว่าผลกำไรเท่านั้นที่เป็นเป้าหมายของกิจการ

แบบจำลองนี้ต้องยกเลิกไปในที่สุดเพราะการปฏิเสธว่ากิจการต้องให้ความสำคัญกับความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย

แบบจำลองที่ 2 – แบบจำลองที่เน้นความรับผิดชอบทางสังคม (Social  Responsibility Model : SRM )

เป็นแบบจำลองที่ใช้กันระหว่าง 1950-1980

แบบจำลองนี้เชื่อว่า กิจการเป็นหนี้หรือติดภาระความรับผิดชอบต่อสังคมและต้องวางแผนกลยุทธ์ที่ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ทางสังคมและคุณค่าของกิจการ

แบบจำลองที่ 3 – แบบจำลองกิจการของชุมชน (Corporate Community Model : CCM )

เป็นแบบจำลองที่เน้นความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้นในเชิงรุกกว่าแบบจำลอง SRM เริ่มใช้มาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 จนมาถึงปัจจุบัน

ในยุคนี้ทั้งภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมต่างมีความเข้าใจว่ากิจการควรจะทำอย่างไรเพื่อทำให้โลกใบนี้ทั้งใบดีขึ้น

ยุคนี้เป็นยุคของการแสวงหานวัตกรรมใหม่ๆเพื่อที่จะใช้เป็นกิจกรรมทางสังคมแบบใหม่ๆและกระจายความรับผิดชอบแก่บุคลากรทั้งองค์กร

เป็นยุคที่มีการเชื่อมโยง CSA กับกลยุทธ์ของกิจการ กรอบแนวทางดำเนินงานของกิจการ และกิจการถือว่ากิจกรรม CSR เป็นสมรภูมิทางธุรกิจด้านหนึ่งที่ทุกกิจการไม่อาจถอยไปได้ มีแต่จะเดินหน้าไปเรื่อยๆอย่างเดียว

ความครอบคลุมของCSR ไม่ใช่เพียงกฎเกณฑ์ข้อบังคับทางกฎหมาย แต่เป็นการเรียกร้อง ความต้องการทางสังคมด้วย และมีความซับซ้อนของความต้องการมากขึ้น

ตามแบบจำลองที่ 3 นี้กรอบของกิจกรรม CSR แยกออกไปหลากหลาย ตั้งแต่

(1)   การพัฒนาสภาพชุมชน

(2)   การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

(3)   การสนับสนุนและส่งเสริมการศึกษา

(4)   การบริหารสภาพแวดล้อม

(5)   การส่งเสริมสุขภาพอนามัย

 

สนใจเชิญบรรยายหัวข้อนี้ติดต่อ sumetheeprasit@hotmail.com

 

 

พฤศจิกายน 19, 2013 Posted by | CSR | | ใส่ความเห็น

คุณค่าเชิงกลยุทธ์กิจกรรม CSR- บริหารความสัมพันธ์สังคม – เรื่องที่ 531

ปกหนังสือ ความเสี่ยง

หนังสือ บริหารความเสี่ยงอย่างมืออาชีพ อาจารย์จิรพร สุเมธีประสิทธิ์

วางจำหน่ายที่ร้ายซีเอ็ด ร้าน B2S ราคาปก 179 บาทค่ะ

อาจารย์ จิรพร  สุเมธีประสิทธิ์

sumetheeprasit@hotmail.com

http://chirapon.wordpress.com

 bam1

จากการที่กิจการมีผลดำเนินงานด้านสังคมและสภาพแวดล้อมเพิ่มขึ้น ทำให้ประเด็นของ CSR กลายเป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับในกิจการทุกประเภทธุรกิจ และกลายเป็นประเด็นที่กิจการเพิ่มความระมัดระวังและพิจารณาด้วยความรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง

ประการที่ 1

กิจกรรม CSR ไม่ใช่เพียงกิจกรรมที่แต่ละกิจการต้องดำเนินการในฐานะกิจการในสังคมหรือฐานะของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และมีประกาศของตลาดหลักทรัพย์ที่กำหนดแนวทางพึงปฏิบัติด้าน CSR

หากแต่กิจกรรม CSR เป็นกิจกรรมที่มีขอบเขตและความคอบคลุมกว้างขวางกว่าเพียงการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เท่านั้น และยังเกินกว่าการทำกิจกรรมเพื่อมุ่งหวังผลประโยชน์ต่อกิจการเป็นสำคัญ

ประการที่ 2

ความสำคัญและการพิจารณาในเชิงกลยุทธ์ ทำให้เกิดการพัฒนาและเพิ่มจำนวนของเครื่องมือในการบริหารจัดการ เครื่องมือในการประเมินและวัดผล เครื่องมือในการสื่อสารและเครื่องมือในการให้รางวัลแก่กิจการที่ทำกิจกรรม CSR ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ประการที่ 3

แม้ว่าจะมีการขยายวงของ CSR ออกไปมากมายแต่กรอบแนวทางหลักของกิจกรรม CSR ยังคงยึดอยู่กับ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

1)     การส่งเสริมและมีส่วนร่วมในการเติบโตทางเศรษฐกิจ

2)     การรักษาความสมดุลของสภาพแวดล้อม

3)     การพัฒนาและความเจริญก้าวหน้าทางสังคม

ประการที่ 4

องค์ประกอบในการทำกิจกรรมCSR ที่อยู่ในกรอบแนวทางทั้ง 3 ประเด็นข้างต้นมีหลายองค์ประกอบ

1)     การดัดแปลงตัวผลิตภัณฑ์ของกิจการที่ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม

2)     การปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตสินค้าและบริการ

3)     การส่งเสริมบุคลากรในฐานะทรัพยากรที่ทรงคุณค่า ผ่านการอบรมความปลอดภัยสุขอนามัย

4)     การดูแล เยียวยา ฟื้นฟูสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผ่านการรีไซเคิ้ล การลดมลภาวะ

5)     การสนับสนุนองค์กรทางสังคม องค์กรเพื่อชุมขน

คุณค่าประการหนึ่งของกิจกรรม CSR คือคุณค่าในเชิงกลยุทธ์ เนื่องจากกิจกรรม CSR บูรณาการกับการกำหนดกลยุทธ์ของกิจการมากขึ้น และทำให้กิจการมีความจำเป็นต้องกำกับติดตาม ทบทวน ประเมินผลของกิจกรรม CSR อย่างเป็นระบบและมีแบบแผน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความเที่ยงตรงที่จะสามารถประเมินผลกระทบที่เกิดจากกิจกรรม CSR ว่าสร้างหรือเพิ่มมูลค่าแก่กิจการหรือไม่

ในการดำเนินการดังกล่าวกิจการเผชิญหน้ากับปัญหาที่สำคัญ 2 ประการ

ประการแรก  กิจการจะวางเกณฑ์ที่จะบอกคุณค่าเชิงกลยุทธ์ที่เกิดจากกิจกรรม CSR อย่างไร

ประการที่สอง  กิจการจะวัดคุณค่าจากกิจกรรม CSR ได้อย่างไร

แนวคิดในการพิจารณาว่ากิจกรรม CSR ได้สร้างคุณค่าเชิงกลยุทธ์แก่กิจการหรือไม่อาจจะพิจารณาจากประเด็นต่อไปนี้

ประการที่ 1

สร้างความแตกต่างหรือสร้างการจดจำผ่านผลิตภัณฑ์ CSR และกระบวนการดำเนินงานตามแนวคิด CSR

การดำเนินการในลักษณะนี้ทำให้กิจการมีภาพลักษณ์ของกิจการและมีผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง หรือใช้กระบวนการดำเนินงานที่มีความแตกต่างในเชิงประจักษ์ที่ลุกค้าเห็นได้ชัดเจนและประเมินความแตกต่างได้ รับรู้ในความแตกต่างได้

สถานการณ์เช่นนี้เสมือนกับกิจการเข้าสู่ตลาดใหม่ของกิจการและได้ลูกค้ากลุ่มใหม่หรือลูกค้าเดิมที่ซื้อสินค้าและบริการใหม่ ที่ยินดีและเต็มใจจะจ่ายบางอย่างเพิ่มเติมเพื่อแลกกับการมีส่วนร่วมในความรับผิดชอบทางสังคม

หากการดำเนินการได้ผล ในระยะต่อไปสัดส่วนของการตลาดในกลุ่ม CSR อาจจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนสามารถเป็นแหล่งรายได้เพิ่มของกิจการ

ประการที่ 2

การสร้างการรับรู้แก่ลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในความตระหนักเกี่ยวกับธุรกรรมการดำเนินงานหรือผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับแนวคิด CSR

สิ่งใดก็ตามที่กิจการได้ดำเนินการเกี่ยวกับ CSR จะต้องมีแผนงานในการสร้างการรับรู้แก่ลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล

1)     มีระบบการให้รางวัลแก่พนักงานที่มีส่วนร่วมการสร้างการรับรู้

2)     มีแบบแผนบรรทัดฐานในการบริหารการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

3)     มีการประเมินระดับการรับรู้ ความพึงพอใจในกลุ่มลุกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

แนวคิดนี้ใช้ในกรณีที่การสร้างความแตกต่างทางกายภาพของผลิตภัณฑ์ กระบวนการหรือรูปแบบการดำเนินงานไม่มากนัก จึงต้องหันมาปรับการรับรู้แทน

ประการที่ 3

การแสวงหานวัตกรรมเพื่อรองรับความต้องการของสังคมและเงื่อนไขทางกฎหมายแนวพึงปฏิบัติของอุตสาหกรรม

ในบางกรณี กิจกรรม CSR ไม่อาจจะดำเนินงานตามความเห็นของผู้บริหารกิจการแต่เพียงฝ่ายเดียว หากแต่ต้องคำนึงถึง

1)     ความคาดหวังและความต้องการของสังคม

2)     เงื่อนไขทางกฎหมายที่กำหนดให้มีการปฏิบัติโดยผู้ประกอบการ

3)     แนวพึงปฏิบัติของอุตสาหกรรมทั้งหมด ซึ่งมีผลต่อผู้ประกอบการทุกราย

4)     แรงจูงใจจากภาครัฐที่ออกมาเป็นมาตรการพิเศษ

ประเด็นต่างๆเหล่านี้ ผลักดันให้กิจการต้องแสวงหานวัตกรรมที่เหมาะสมและสร้างคุณค่าให้แก่กิจการด้วย

ตัวอย่างของกิจกรรม CSR ที่อาจจะใช้ให้เป็นประโยชน์ในการพิจารณาและริเริ่มของแต่ละกิจการ

ประเภทกิจกรรม

ตัวอย่างของกิจกรรมย่อย
1.กิจกรรมการกุศล 1.1    การบริจาคเงินตามสัดส่วนของยอดขาย

1.2   การรับบริจาคเงินแบบไม่จำกัดจำนวน

1.3การบริจาคส่วนของสินค้าของกิจการ

1.4 การส่งพนักงานร่วมกิจกรรมการกุศล

1.5จัดกิจกรรมการบริจาคโดยเฉพาะ

1.6 จัดแคมเปญโปรโมชั่นเฉพาะเจาะจง

2.การดำเนินงานทางธุรกิจปกติ 2.1 การกำหนดระดับมลภาวะที่มาจากการดำเนินธุรกิจตามแนวคิด CSR

2.2   การลดปริมาณการใช้พลังงานการให้บริการลูกค้าตามแนวคิด CSR

2.3   การรีไซเคิ้ล

2.4 การกำหนดวิธีปฏิบัติต่อพนักงาน แรงงาน

2.5 การให้ความเท่าเทียมกันของเพศทุกเพศ

2.6 การดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม (Fair   trade) แก่ทุกรายทุกฝ่าย

2.7   การกำกับซับพลายเออร์ ด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชน

2.8 การให้รางวัล   จัดคุณภาพการดำเนินงานผู้ให้บริการภายนอกตามแนวคิด CSR

2.9   การเพิ่มกิจกรรมลุกค้าสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับกิจกรรม CSR

2.10   การเพิ่มกิจกรรมพนักงานสัมพันธ์(รวมครอบครัวพนักงาน)

2.11 การบริหารหีบห่อที่ใช้ในทางธุรกิจ

2.12 การยกเลิกการทดสอบสินค้าด้วยการใช้สัตว์ทดลอง

2.13 การไม่ออกงานโฆษณาที่ไม่เป็นจริง เกินความจริง ไม่เหมาะสม

2.14 การมีจรรยาบรรณที่เป็นไปตามแนวคิด CSR

2.15การเรียกคืนสินค้าที่บกพร่อง มีตำหนิ

2.16 การลงทุนในความปลอดภัยของสถานที่ทำงาน

3.กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ 3.1    ผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงาน

3.2 ออร์แกนิค

3.3 การปรับส่วนผสมของผลิตภัณฑ์

3.4 ไม่ผลิตผลิตภัณฑ์ไม่เหมาะสมทางศีลธรรม เช่น มีแอลกอฮอส์  เป็นการพนัน

3.5 ยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ตามแนวคิด CSR

 

สนใจเชิญบรรยายหัวข้อนี้ติดต่อ sumetheeprasit@hotmail.com

 

พฤศจิกายน 17, 2013 Posted by | CSR | | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 89 other followers