Risk Management Forum

ศูนย์ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับ การบริหารจัดการความเสี่ยง

ทบทวนและประเมินโครงการบนฐานความเสี่ยง – บทเรียนที่ไม่เคยเรียนรู้-เรื่องที่ 370

อาจารย์ จิรพร  สุเมธีประสิทธิ์

sumetheeprasit@hotmail.com

http://chirapon.wordpress.com

เมื่อกิจการมีความตั้งใจที่จะดำเนินงานบางส่วนของกิจการในรูปแบบของโครงการ  สิ่งที่ต้องตั้งคำถามตามมามีอยู่หลายประเด็นด้วยกัน อย่างเช่น

คำถามที่ 1 จะมีวิธีการอย่างไรในการระบุว่าโครงการประสบความสำเร็จหรือไม่ นอกเหนือไปจากการควบคุมค่าใช้จ่ายของโครงการให้อยู่ภายในวงเงินงบประมาณ  และเสร็จทันตามกรอบเวลา
คำถามที่ 2 จะสามารถระบุผลกระทบและผลลัพธ์ของการดำเนินโครงการอย่างไร
คำถามที่ 3 จะหาบทสรุปของสิ่งที่จะใช้เป็นองค์ความรู้ของโครงการในอดีต และโครงการปัจจุบัน เพื่อสนับสนุนโครงการในอนาคตอย่างไร

การตอบคำถามประเด็นที่ยกมาเป็นตัวอย่างข้างต้น อาจจะได้มาหลายวิธี โดยวิธีการอย่างหนึ่งคือ การวางเกณฑ์การทบทวนและการประเมินความเสี่ยงของโครงการ  เพื่อใช้เป็นบทเรียนสำหรับการเรียนรู้ ทั้งในด้านที่เป็นความสำเร็จและปัญหาอุปสรรคหรือความล้มเหลวของโครงการ

ก่อนที่จะดำเนินการทบทวนหรือประเมินโครงการบนฐานความเสี่ยง (Risk-based Evaluation) จะต้องออกแบบและวางกรอบอย่างเป็นระบบว่าจะหาทางสรุปบทเรียนโครงการผ่านการทบทวนและประเมินผลของโครงการอย่างไรให้เหมาะสม

เงื่อนไขเบื้องต้นที่ทำให้การทบทวนหรือประเมินโครงการสำเร็จผล

การที่จะทำให้การทบทวนและประเมินโครงการนำไปสู่ความสำเร็จและบรรลุตามวัตถุประสงค์ได้ อาจจะต้องมีการพัฒนาเงื่อนไขเบื้องต้นก่อนที่จะเริ่มกระบวนการทบทวนและประเมินโครงการ ได้แก่

เงื่อนไขที่ 1 การสร้างทัศนคติและยอมรับว่าการทบทวนและประเมินผลโครงการบนฐานความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานโครงการ  จึงต้องจัดสรรงบประมาณและทรัพยากร พร้อมทั้งเวลาที่เพียงพอจากโครงการมาให้กับงานการทบทวนและประเมินผลโครงการบนฐานความเสี่ยง
เงื่อนไขที่ 2 การทำให้เกิดการรับรองอย่างเป็นทางการจากผู้บริหารระดับสูงถึงหน้าที่ความรับผิดชอบในการบริหารจัดการทุกขั้นตอนของการดำเนินงานของโครงการ รวมทั้งประเด็นของการบริหารจัดการความเสี่ยง  รวมทั้งการทบทวนและประเมินผลโครงการบนฐานความเสี่ยงด้วย
เงื่อนไขที่ 3 การทำแผนงานการสื่อสาร ชี้แจง ทำความเข้าใจ และสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักทุกภาคส่วน ตั้งแต่ขั้นตอนที่มีการวางแผนงานของโครงการ  ไปจนถึงการบริหารและกำกับโครงการ 

ในโครงการขนาดใหญ่อาจจะต้องมีการแต่งตั้งกลุ่มประเมินผลโครงการบนฐานความเสี่ยงอย่างชัดเจน เป็นระบบ มีแบบฟอร์มมาตรฐานเดียวกัน ตั้งแต่การนำเสนอขออนุมัติดำเนินโครงการ

เงื่อนไขที่ 4 การพัฒนาเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และดัชนีชี้นำในการค้นหา ระบุ วิเคราะห์ และประเมินผลลัพธ์ (Outcomes) ของโครงการบนฐานความเสี่ยงตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มดำเนินงานโครงการ  เพื่อจะได้ดำเนินการทบทวนและประเมินผลลัพธ์ของโครงการตามเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และดัชนีชี้นำที่วางไว้ก่อนหน้านั้น

 

ขั้นตอนของการทบทวนประเมินผลบนฐานความเสี่ยง

แม้ว่าการทบทวนและประเมินผลโครงการบนฐานความเสี่ยง จะสามารถดำเนินการได้หลายขั้นตอน ตลอดช่วงชีวิตและวงจรของการดำเนินงานโครงการ เพื่อชี้ถึงโอกาสในการปรับปรุงโครงการให้ดีขึ้นได้ทุกช่วง  แต่โดยทั่วไป การทบทวนและประเมินผลโครงการบนฐานความเสี่ยงสามารถเกิดขึ้นได้ ใน 4 ขั้นตอนหลัก คือ

ขั้นตอนที่ 1 ในระหว่างการวางแผน และวางขอบเขตของโครงการ เพื่อประเมินว่าโครงการมีความคุ้มค่าหรือไม่ ก็สามารถทำแผนงานหรือกิจกรรมการประเมินผลโครงการบนฐานความเสี่ยงแทรกเข้าไปได้
ขั้นตอนที่ 2 ในระหว่างการติดตามความก้าวหน้าของการสร้างผลผลิตของโครงการ  ก็สามารถทำกิจกรรมการทบทวนและประเมินผลกิจกรรมที่นำไปสู่การนำส่งผลผลิตของโครงการได้ว่ามีประเด็นความเสี่ยงใด
ขั้นตอนที่ 3 การประเมินผลหลังจากปิดตัวโครงการไปแล้ว  ซึ่งมักจะทำในระหว่าง 1-3 เดือนหรือไม่เกิน 12 เดือนหากจำเป็น หลังจากวันที่ปิดงานโครงการ
ขั้นตอนที่ 4 การประเมินในลักษณะของการติดตามผลลัพธ์สุดท้ายหรือการใช้ประโยชน์จริงจากโครงการในระยะยาว ซึ่งอาจจะเป็น 2-3 ปีหลังจากปิดตัวโครงการไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม  นอกเหนือจาก 4 ขั้นตอนดังกล่าวแล้ว กิจการสามารถทำกิจกรรมการทบทวนและประเมินผลโครงการบนฐานความเสี่ยงเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็น  เพื่อแสวงหาข้อมูลเพิ่มเติม โดยอาจจะยืดเวลาของการประเมินผลโครงการออกไปได้ 5-7 ปี  และที่สำคัญคือ วัตถุประสงค์และเป้าหมายของการประเมินผลแต่ละขั้นตอนจะต้องชัดเจน เพราะอาจจะมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละขั้นตอน

องค์ประกอบทางเทคนิคของการประเมินผลโครงการ

กรอบแนวทางในการประเมินผลโครงการตามฐานความเสี่ยงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะองค์ประกอบทางเทคนิคที่ควรจะมีในกระบวนการทบทวนและประเมินโครงการ

องค์ประกอบทางเทคนิคที่ว่านั้น ได้แก่

องค์ประกอบที่ 1 การระบุทางเลือกที่เป็นไปได้ในด้านวิธีการจัดเก็บข้อมูล ข้อดี-ข้อเสียของแต่ละทางเลือก เพื่อให้ได้ทางเลือกที่ดีที่สุด
องค์ประกอบที่ 2 บทบาทของผู้ที่เกี่ยวข้องแต่ละภาคส่วนในกระบวนการจัดเก็บข้อมูล
องค์ประกอบที่ 3 วิธีการกำหนดกลุ่มตัวอย่าง กรณีที่จำเป็นต้องเลือกสุ่มประเมิน
องค์ประกอบที่ 4 การออกแบบคำถาม แบบสอบถาม
องค์ประกอบที่ 5 การเลือกกลุ่มนำร่องเพื่อทดสอบคำถาม แบบสอบถาม
องค์ประกอบที่ 6 การกำหนดวิธีการที่จะให้ได้ผลตอบแทนสอบถามไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
องค์ประกอบที่ 7 การกำหนดวิธีการเก็บรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูล
องค์ประกอบที่ 8 เกณฑ์การวิเคราะห์ข้อมูลและการจัดทำรายงานสรุปผลการประเมินโครงการ

นอกจากองค์ประกอบทางเทคนิคดังกล่าวแล้ว  กิจการจะต้องไม่สับสนระหว่างความรับผิดชอบในการกำกับติดตามความคืบหน้าของโครงการจากผู้รับผิดชอบโครงการเอง กับการประเมินผลโครงการที่ควรจะทำโดยฝ่ายงานอื่นนอกจากผู้รับผิดชอบโครงการ

การกำกับติดตามโครงการ เป็นการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบที่เป็นข้อมูลทางการเงินและข้อมูลด้านการบริหารจัดการโครงการ ที่ถือว่าเป็นงานประจำระหว่างการดำเนินโครงการ ซึ่งเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ดำเนินโครงการ

เป็นแหล่งที่มาของข้อมูลที่สำคัญมากของโครงการที่ช่วยชี้ว่าโครงการได้ดำเนินงานบรรลุตามวัตถุประสงค์ หรือไม่  และอาจจะใช้เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าถึงปัญหาที่กำลังจะเกิดกับโครงการก็ได้

เป็นจุดที่ให้ข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ในขั้นตอนของการประเมินผลโครงการ

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานการกำกับติดตามโครงการ และผู้ที่จะทำหน้าที่ในการประเมินผลโครงการบนฐานความเสี่ยง ควรจะได้หารือหรือทำความตกลงกันให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ  ซึ่งการดำเนินการตั้งแต่แรกจะก่อให้เกิดผลดีหลายประการ ได้แก่

ประการที่ 1 ประเด็นที่งานประเมินผลโครงการจะใช้เป็นเกณฑ์และระดับความพึงพอใจในการดำเนินงานควรจะได้ส่งต่อไปยังทีมงานที่ดำเนินโครงการตั้งแต่แรก  และเกิดการประสานสอดคล้องกันได้ดีกว่าเมื่อเกิดการประเมินผลจริง
ประการที่ 2 ค่าใช้จ่ายในการประเมินผลควรจะกำหนดให้ชัดเจนตั้งแต่แรก  และมีการตกลงกันเงินและทรัพยากรออกมาจากงบประมาณและทรัพยากรของโครงการตั้งแต่แรก เพื่อให้เกิดปัญหาและอุปสรรคในการทำกิจกรรมและประเมินผล
ประการที่ 3 สถานะตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มโครงการควรจะเกิดการรับรู้จากทีมประเมินผล อันจะช่วยในการค้นหา  และระบุคุณค่าของโครงการได้ง่ายขึ้น  เพราะจะเห็นชัดเจนว่าเกิดการสูญเสียใดบ้างหากไม่ได้ดำเนินโครงการนี้ ซึ่งข้อมูลส่วนนี้ได้รับรู้โดยทีมประเมินผลตั้งแต่เริ่มแรกโครงการแล้ว
ประการที่ 4 รายละเอียดของข้อมูลที่ต้องใช้ในการประเมินผลโครงการ ควรจะมีการทำความเช้าใจ และสร้างการยอมรับตั้งแต่แรก

กระบวนการพัฒนาบทเรียนการประเมินผลโครงการ

ในกิจการส่วนใหญ่ กระบวนการนำเอาบทเรียนจากการดำเนินโครงการมาเรียนรู้มักไม่มีประสิทธิผล  ทำให้กิจการยังคงเสียหายจากความผิดพลาดเดิม ๆ ในโครงการที่เกิดขึ้นในภายหลัง

ที่น่าแปลกใจคือ ความล้มเหลวของโครงการขนาดใหญ่กลับมีการเรียนรู้บทเรียนความล้มเหลวของโครงการน้อยกว่าโครงการขนาดเล็กด้วยซ้ำ

สิ่งที่ควรจะพัฒนาและปรับปรุงก็คือ ประเด็นความเสี่ยงหรือปัจจัยความเสี่ยงที่เคยเป็นสาเหตุของความล้มเหลวของโครงการ  ควรจะนำมาเรียนรู้เพื่อหลีกเลี่ยงความล้มเหลวซ้ำซาก  และควรจะมีกระบวนการที่จะสร้างความมั่นใจว่ากิจการไม่ได้ละเลยความล้มเหลวหรือปัญหา ความเสี่ยงของโครงการ 

และแม้ว่าโครงการในระยะต่อไปจะมีโอกาสเกิดปัจจัยความเสี่ยงหรือเหตุการณ์ความเสี่ยงแบบเดิม หรือแบบใหม่ก็ตาม  ผู้รับผิดชอบโครงการควรจะมีความสามารถในการกำกับโครงการ และผ่านพ้นปัญหาอุปสรรค และความเสี่ยงเหล่านั้นไปได้  เพื่อสะท้อนถึงการพัฒนาและการปรับปรุงคุณภาพและคุณค่าของงานโครงการอย่างต่อเนื่อง (Self Improvement) ไปเรื่อย ๆ

1.การทบทวนประเด็นและประเมินความเสี่ยงก่อนเริ่ม

ก่อนเริ่มดำเนินงานโครงการใหม่ กิจการควรจะมีกระบวนการทบทวนและประเมินผลโครงการที่ได้ดำเนินการและปิดโครงการไปแล้วเสียก่อนจนเกิดความมั่นใจ  และพัฒนาจนเกิดความพร้อมและมีศักยภาพแล้วจึงจะเริ่มโครงการใหม่

มีการศึกษาพบว่า ค่าใช้จ่ายที่กิจการลงทุนไปในการแก้ไขความผิดพลาดของโครงการเดิมก่อนเริ่มโครงการใหม่ คิดออกมาเป็นตัวเงินแล้วน้อยกว่าการตามไปแก้ไขความผิดพลาดเมื่อได้เริ่มโครงการไปแล้ว 

การทบทวนตัวโครงการก่อนการเริ่มต้นโครงการนี้ อาจจะดำเนินการโดย

ก)     ผู้รับผิดชอบโครงการ และ/หรือ

ข)     การประเมินผลของผู้ประเมินภายนอกโครงการ

เพราะล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันความผิดพลาดในอนาคตทั้งสิ้น

2.การทบทวนและประเมินระหว่างดำเนินโครงการ

ในระหว่างการดำเนินโครงการ การทบทวนและการประเมินความเบี่ยงเบน หรือบิดเบือนของโครงการยังมีความจำเป็นต้องดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ  อย่างน้อยทุกสัปดาห์  โดยปกติจะเป็นช่วงสิ้นสุดสัปดาห์  หรือเริ่มต้นสัปดาห์ใหม่

สิ่งที่ได้จากการทบทวนและประเมินผลโครงการเป็นรายสัปดาห์ คือสถานะล่าสุดของโครงการ และผลการดำเนินการที่แก้ไขข้อบกพร่อง หรือความผิดพลาด รวมทั้งจุดที่เป็นปัญหาและอุปสรรค

การทบทวนและประเมินผลโครงการในลักษณะนี้  จะเป็นการสร้างการเรียนรู้จากบทเรียนได้ในลักษณะหนึ่ง ที่จะช่วยในการหลีกเลี่ยงการเกิดความผิดพลาดซ้ำอีกในคราวต่อไป  และกำกับควบคุมการเปลี่ยนแปลงของโครงการไปสู่สภาวะที่ไม่พึงประสงค์  โดยยึดเอาวัตถุประสงค์ของโครงการ และขอบเขตของโครงการเป็นหลักยึด

3.การทบทวนและประเมินวัฒนธรรมของทีมงานและสไตล์ผู้นำ

นอกเหนือจากผลงานของโครงการจะเป็นประเด็นที่ใช้ในการทบทวนและประเมินผลดำเนินงานโครงการแล้ว  สิ่งที่นักบริหารอยากจะได้เป็นข้อมูลก็คือ สไตล์ของการบริหารจัดการโครงการ และวัฒนธรรมของการทำงานของทีมงานแต่ละโครงการ 

ซึ่ง 2 ประเด็นนี้ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อความล้มเหลวและความสำเร็จของโครงการเช่นเดียวกัน โดยครอบคลุม

  1. ทัศนคติต่อการทำงานในโครงการของทีมงานและผู้บริหารโครงการ
  2. การสร้างพลังขึ้นภายในทีมงานของโครงการ ที่ทำให้โครงการประสบความสำเร็จ
  3. บทบาทของผู้นำและภาวะผู้นำที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของโครงการ

การประเมินผลแบบนี้อาจจะได้มาจากการจัดประชุม สังสรรค์ แลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกันของทีมงานทุกไตรมาส  โดยเน้นการชี้จุดแข็งและจุดอ่อนในเชิงวัฒนธรรมของทีมงานและสไตล์ของผู้นำที่เกี่ยวข้องกับโครงการนั้น ๆ  และต้องไม่ใช่การวิเคราะห์เฉพาะประเด็นทางลบอย่างเดียว

 

สนใจเชิญบรรยายหัวข้อนี้ติดต่อ sumetheeprasit@hotmail.com

 

 

กันยายน 11, 2012 Posted by | Project Risk | , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

เรื่องที่ 116 การวางแผนและเตรียมการกำกับติดตามและประเมินผลโครงการ

อาจารย์  จิรพร สุเมธีประสิทธิ์

www.interfinn.com

chirapon.wordpress.com

 แผนการทำงาน (Work Plan) เป็นการประมวลภาระงาน กรอบเวลาและความรับผิดชอบเป็นราย 6 เดือน หรือรายปี ที่จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของการกำกับติดตามโครงการเพื่อให้มั่นใจว่า โครงการจะทำให้เกิดผลผลิตและความคืบหน้าไปสู่ผลลัพธ์ของโครงการ

จากการที่แผนการทำงานช่วยอธิบายกิจกรรมที่จะทำให้เกิดการนำส่งผลผลิตและผลลัพธ์ตามความคาดหมาย หรือเป็นการช่วยแปลงแนวคิดให้เป็นแนวปฏิบัติ ซึ่งการกำกับติดตามและการประเมินผลโครงการก็คือ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการทำงานด้วย

เงื่อนไขขั้นต่ำที่จำเป็นต่อการดำเนินงานด้านการกำกับติดตามและการประเมินผล โครงการที่ควรจะได้รับความสนใจจากผู้ดำเนินการ ดังนี้

(1)   แผนการกำกับติดตามและประเมินผลที่ต่อเนื่องกัน

การประเมินผลโครงการเป็นเครื่องมือการกำกับติดตามที่สำคัญ และในทำนองเดียวกัน การกำกับติดตามก็เป็นวัตถุดิบ(input) สำคัญของการประเมินผลโครงการ ทั้ง 2 ประเด็น จึงมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน การวางแผนทั้ง 2 ประเด็น ควรจะดำเนินการร่วมกัน ในเวลาเดียวกัน

(2)   การตรวจจับหาผลลัพธ์และผลผลิต

ข้อมูลที่มีความหมายและสะท้อนผลลัพธ์และผลผลิตเป็นประเด็นที่งานประเมินผลต้องหาทางตรวจจับให้ได้ว่า จะด้วยวิธีการใดก็ตาม

(3)   การพัฒนาแผนการประเมินผลโครงการ

แผนการประเมินผลโครงการครอบคลุมผลลัพธ์จากการดำเนินงานโครงการ จึงควรดำเนินการทันทีที่โครงการได้รับอนุมัติให้ดำเนินการพร้อมวงเงินงบประมาณ

การออกแบบงานกำกับติดตามและประเมินผลโครงการจึงครอบคลุม

(1)   การตัดสินใจในระดับเชิงกลยุทธ์ในการกำกับติดตามและการประเมินผลโครงการ  และระบุไว้ในแผนงานที่ชัดเจน ให้เกิดแนวคิดทั่วไปในวิธีการกำกับติดตามและประเมินผล

-  ระบุผลลัพธ์ที่จะประเมิน

-  ระบุวิธีการ ดัชนีชี้วัดที่จะกำกับติดตามผลลัพธ์

ประเด็นทั้งสองจะช่วยให้เกิดความตกลงชัดเจนของงานการกำกับติดตามและประเมินผลโครงการ

(2)  แผนการประเมินผลลัพธ์ มักจะระบุผลลัพธ์เฉพาะเรื่อง เพื่อดำเนินการ เช่น มีการใช้ประโยชน์ เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ความรู้ความเข้าใจ และพฤติกรรมไปสู่พฤติกรรมพึงประสงค์

(3)  แผนการกำกับและติดตามผลลัพธ์ และการกำหนดระบบในการกำกับและติดตามเป็นการติดตามเกี่ยวกับความก้าวหน้าของการดำเนินโครงการที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ ซึ่งขึ้นอยู่กับการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างต่อเนื่องและสารสนเทศที่หาได้

ด้วยเหตุที่การกำกับติดตามและประเมินผลโครงการ ได้กลายมาเป็นความรับผิดชอบสำคัญของงานโครงการเพื่อให้รับรู้ความก้าวหน้าของการดำเนินงานของโครงการว่า กำลังไปสู่ผลลัพธ์ตามที่กำหนดหรือไม่ การเลือกวิธีการกำกับติดตามและประเมินผลโครงการจึงมีความสำคัญ

เช่นเดียวกับกิจกรรมอื่น ๆ การกำกับติดตามและประเมินผลโครงการ จึงต้องอาศัยการวางแผนที่เพียงพอด้วย เพื่อให้ได้การกำกับติดตามที่ดี และการประเมินผลโครงการที่มีประสิทธิผล

การกำกับติดตามโครงการที่ดี หมายถึง การดำเนินอย่างต่อเนื่องและสัมพันธ์กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการอย่างเพียงพอ ตลอดจนมุ่งเน้นที่จะระบุความก้าวหน้าของโครงการเทียบกับผลลัพธ์ และการกำกับติดตามก็เป็นระบบรายงานที่มุ่งเน้นผลงาน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเลือกเครื่องมือที่ดีมาใช้ได้อย่างเหมาะสม

การเตรียมการกำกับติดตามที่ดี (Good Monitoring)

ความน่าเชื่อถือของข้อเท็จจริงและการค้นหาสถานะของโครงการขึ้นอยู่กับลักษณะของการกำกับติดตามและเป็นผลเป็นสำคัญ หลักการที่ดีซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของการกำกับติดตามที่ดี ควรจะประกอบไปด้วยประเด็นต่อไปนี้

(1)   การกำกับติดตามที่ดีควรจะมุ่งเน้นที่ผลงาน (Result) และการติดตามเร่งรัด (follow-up) ด้วยการหาข้อเท็จจริงว่า ส่วนที่ดำเนินงานไปด้วยดีของโครงการมีส่วนใดบ้าง และส่วนใดบ้างที่ไม่ได้ดำเนินไปตามแผนงาน ไม่ก้าวหน้าตามกำหนดการและไม่ได้แสดงว่าจะบรรลุผลตามที่กำหนดในผลงาน (Result) และนำข้อเท็จจริงที่ได้พบจัดทำเป็นรายงาน พร้อมทั้งให้ความคิดเห็นและติดตามการตัดสินใจและการแก้ไขปรับปรุง

(2)  การกำกับติดตามที่ดีมักจะขึ้นอยู่กับการวัดที่การออกแบบไว้ดีของโครงการ ถ้าโครงการมีการออกแบบไม่ดีหรือตั้งอยู่บนสมมตฐานที่ผิดพลาดหรือไม่จริง ต่อให้มีการกำกับที่ดีมากอย่างไรก็คงไม่สามารถประกันได้ว่าจะเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จได้

การออกแบบที่ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากก็คือ การออกแบบที่เกี่ยวกับผลลัพธ์ที่เป็นจริง ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงกิจกรรม ผลผลิต และผลลัพธ์

(3)  การกำกับ ติดตามที่ดีอาศัยการออกตรวจพื้นที่ดำเนินโครงการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถระบุข้อเท็จจริงและความก้าวหน้าของการดำเนินงานของโครงการได้ การออกตรวจเยี่ยมอย่างเป็นระยะ ๆ จะช่วยให้เกิดความเข้าใจในภาพรวมได้ดีขึ้น และวิเคราะห็ประเด็นที่เป็นปัญหาได้ชัดเจน และเป็นการบันทึกข้อมูลเป็นระยะ ๆ แทนที่จะเก็บข้อมูลเพียงครั้งเดียว

(4)  การวิเคราะห์เพื่อจัดทำรายงานเป็นวาระประจำ ก็เป็นหนึ่งในมาตรฐานขั้นต่ำของการกำกับติดตามที่ดี

(5)  การกำกับติดตามยังจะเกิดประโยชน์แก่โครงการมากขึ้น หากใช้กลไกการกำกับติดตามด้านการมีส่วนร่วม เพื่อให้เห็นว่าได้เกิดการยอมรับ ยึดเป็นพันธะผูกพัน มีบทบาทของเจ้าของโครงการ การติดตามเร่งรัดและการนำส่งข้อมูลป้อนกลับด้านผลการดำเนินโครงการหรือไม่อย่างไร เช่น การประชุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การมีคณะกรรมการกำกับ (Steering Committee) การสนทนากลุ่มย่อย เป็นต้น

(6)  การกำกับติดตามที่ดีจะต้องหาหนทางที่จะเข้าถึงความก้าวหน้าและผลการดำเนินงานของโครงการอย่างมีเหตุผลโดยอิงอยู่บนเงื่อนไขและดัชนีชี้วัดที่ชัดเจน และอาจจะต้องพยายามปรับปรุงระบบการวัดผลการดำเนินงานด้วยการหาดัชนีชี้วัดและข้อมูลพื้นฐาน (Indicators & baselines)

(7)  เพื่อให้เกิดการกำกับติดตามที่ดี ประเด็นของบทเรียนจากการดำเนินโครงการ ไม่ว่าจะล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จก็ตาม ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจโครงการ เพื่อใช้ประกอบการพัฒนากลยุทธ์ในอนาคต และหลีกเลี่ยงการทำผิดซ้ำซาก

ขอบเขตของการกำกับติดตาม (Scope of Monitoring)

การกำกับติดตามมีวัตถุประสงค์อยู่ที่การระบุความก้าวหน้าของโครงการที่มุ่งไปสู่ผลลัพธ์ตามที่กำหนดไว้ เมื่อมีข้อมูลที่มาจากผลการกำกับติดตาม จะต้องวิเคราะห์และตัดสินใจดำเนินการบางอย่างที่แสดงถึงการปรับปรุงดีขึ้น

มีนาคม 8, 2011 Posted by | Project Risk | , , , , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

เรื่องที่ 115 Risk-Based Audit Approach หนึ่งในแนวคิดของงานตรวจสอบภายในเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่องค์กร

อาจารย์  จิรพร สุเมธีประสิทธิ์

www.interfinn.com

chirapon.wordpress.com

แนวคิดในการตรวจสอบภายในที่เปลี่ยนจากการจับผิด ตรวจจับความผิดในอดีตมาสู่การตรวจสอบเชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม กำลังเป็นที่ต้องการขององค์กรมากขึ้น

คำว่า Risk-Based Audit  เป็นคำหนึ่งในวงการตรวจสอบภายในที่มีการพูดถึงกันมากคำหนึ่งในแวดวงของงานตรวจสอบภายใน

แต่ในความเป็นจรงิกรอบแนวคิดของการตรวจสอบภายในนั้น มีด้วยกันถึง 4 แนวคิด

  1. The Substantive Procedures Approach
  2. The Balance Sheet Approach
  3. The Systems-Based Approach
  4. The Risk-Based Approach

ทั้งนี้แต่ละแนวคิดมีความแตกต่างกัน ดังนี้

กรอบแนวคิด รายละเอียด
1.The Substantive Procedures Approach อาจจะเรียกอีกอย่างว่า Vouching Approach/Direct Verification Approachภายใต้กรอบแนวคิดนี้ ทรัพยากรของงานตรวจสอบภายในจะอยู่ที่เป้าหมายของการทดสอบรายการที่มีขนาดใหญ่ จำนวนเงินสูงเป็นหลัก โดยไม่ได้มุ่งจะตรวจสอบเฉพาะเจาะจงรายการบางรายการในวงการเงินโดยเฉพาะ เพราะรายการที่มีขนาดใหญ่ จำนวนเงินสูงอาจจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ในแต่ละรอบของการตรวจสอบ
2.The Balance Sheet Approach ภายใต้กรอบแนวคิดนี้ กระบวนการและวิธีปฏิบัติที่เป็นรายการหลักในวงการเงินที่แสดงสถานะขบวนการเงินจึงเป็นรายการที่ถูกตรวจสอบซ้ำเป็นประจำทุกปี โดยเน้นที่งบดุล ไม่ได้สนใจรายการในงบกำไรขาดทุนมากนัก แม้ว่าจะมีรายการที่ขาดทุนจากการดำเนินงาน
3.The Systems-Based Approach ภายใต้กรอบแนวคิดนี้ ผู้ตรวจสอบภายในจะสนใจประสิทธิผลของการควบคุมภายในในการบันทึกรายการทางบัญชี และประเด็นที่อาจจะทำให้ระบบไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ ขณะเดียวกันงานตรวจสอบภายในจะไม่สนใจในประเด็นที่ไม่กระทบต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ของระบบ
4.The Risk-Based Approach ภายใต้กรอบแนวคิดนี้ ทรัพยากรของงานตรวจสอบภายในจะอยู่ที่งบการเงินโดยรวม ที่อาจจะเกิดรายการผิดปกติ ที่อาจจะเกิดจากความผิดพลาด คลาดเคลื่อน บกพร่อง ที่มีผลกระทบจากความเสี่ยงและความเสี่ยงที่ธุรกิจเผชิญหน้าอยู่

 การพัฒนากรอบแนวคิดการตรวจสอบภายในบนฐานความเสี่ยง

ตามธรรมชาติและคุณลักษณะหลักของงานตรวจสอบ ไม่เหมือนกับการทำงานประจำวันโดยทั่วไป การตรวจสอบภายในจึงเป็นงานที่ท้าทายอย่างหนึ่งขององค์กร เพราะจะไม่มีงานตรวจสอบภายในที่เหมือนกันหรือซ้ำกันใน 2 องค์กร เพราะแม้ว่าจะเป็นองค์กรในภาคธุรกิจเดียวกัน แต่ก็ยังมีความแตกต่างกันด้านสถานที่ตั้ง  ทำเลของตลาด ขนาดการประกอบการ โครงสร้างของพนักงานและความซับซ้อนของการดำเนินงาน

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่อาจจะมีกรอบแนวคิดใดที่ใช้ได้กับงานตรวจสอบภายในทุกงานตรวจสอบ  เพราะอาจจะเป็นอุปสรรคขัดขวาง ความสมบูรณ์แบบของงานตรวจสอบภายในแต่ละครั้ง

กระนั้นก็ตาม  ได้มีการยอมรับกันโดยทั่วไปในวงการตรวจสอบว่า ไม่ว่าโครงสร้างขององค์กรและองค์ประกอบของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจจะเป็นอย่างไร การใช้กรอบแนวคิดของการตรวจสอบบนฐานความเสี่ยงจะลดโอกาสที่งานการตรวจสอบจะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ลงไปได้อย่างดี

เงื่อนไขสำคัญของ The Risk-Based Audit Approach คือ ผู้ตรวจสอบภายในจะต้องทำการค้นหาและระบุความเสี่ยงให้ได้ชัดเจนและเพียงพอก่อน เพื่อระบุความผิดปกติที่ควรจะเป็น งดมุ่งเน้นในการตรวจสอบได้อย่างเหมาะสม และขณะเดียวกันผู้ตรวจสอบภายในก็จะเกิดความเข้าใจในความเสี่ยงและสภาพแวดล้อมที่ธุรกิจของตนเผชิญหน้าอยู่ รวมทั้งระบบการควบคุมภายในที่มีอยู่ด้วย

ในการประเมินสถานะความเสี่ยงของกิจการ ก่อนการเริ่มงานตรวจสอบ ผู้ตรวจสอบภายในจะต้องให้ความสำคัญครอบคลุมทั้ง (1) ความเสี่ยงภายในที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ และ (2) ความเสี่ยงที่มาจากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

แนวคิดของการค้นหาและประเมินความเสี่ยงแบบนี้ เรียกว่า “Top down approach”

Top  หมายความถึง การดำเนินธุรกิจประจำวันและค้นหาความเสี่ยงทางธุรกิจ

Down หมายถึง งบการเงินที่บันทึกรายการประจำวัน ซึ่งเป็นผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจ  ประจำวัน

เงื่อนไขสำคัญที่จะต้องตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนที่จะตัดสินใจนำร่องจากกรอบแนวคิด Risk –Based Approach มาใช้ก็คือ ผู้ตรวจสอบภายในจะต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแม้แต่เพียงเล็กน้อยในการสร้างสถานะความเสี่ยงขององค์กร ในฐานะเจ้าภาพความเสี่ยงใด ๆ

ความเสี่ยงที่อาจจะมีผลกระทบต่องบการเงินและสถานะทางการเงินอาจจะประกอบด้วย

-  ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risk)  เช่น ความเสี่ยงจากกระแสเงินสด

-  ความเสี่ยงด้านการกำกับการปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ (Compliance Risk)

-  ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational Risk)  เช่น การสูญเสียพนักงานหลักและข้อมูล

ความเสี่ยงทางการเงินมาจากความจริงว่า ความเสี่ยงในงานตรวจสอบภายในเป็นฟังค์ชั่นของความเสี่ยงจากงบการเงิน ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงที่รายการในงบการเงินที่ผิดปกติ ซึ่งมี 2 ส่วน คือ

(1)   Inlurent  risk

(2)   Control risk

การระบุและเข้าถึงความเสี่ยงในงานการตรวจสอบภายใน เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการระบุ การวัดขนาด และการเรียงลำดับความสำคัญของความเสี่ยง เพื่อให้สามารถกำหนดขอบเขตที่ควรจะมุ่งเน้นในงานของการตรวจสอบภายใน และถือว่าเป็นประเด็นที่มีนัยสำคัญมากที่สุด เพื่อกำหนดโปรแกรมการตรวจสอบภายใน ในวันที่จะทดสอบการควบคุมที่สำคัญที่สุด หรือทดสอบการควบคุมในเชิงลึก

การตรวจสอบภายในที่อิงฐานความเสี่ยง (Risk-Based Auditing) เน้นการขยายและปรับปรุงโมเดลการเข้าถึงความเสี่ยง ด้วยการปรับเปลี่ยนมุมมองและมิติของการตรวจสอบภายใน แทนที่จะมองกระบวนการดำเนินธุรกิจในเชิงระบบ หรือเชิงการควบคุมความเสี่ยง โดยผู้ตรวจสอบภายในจะมองดูกระบวนการทางธุรกิจในมุมของสภาพแวดล้อมของความเสี่ยง และแน่นอนว่าการตรวจสอบภายในที่มุ่งเน้นบนฐานของความเสี่ยง น่าจะสามารถเพิ่มมูลค่าให้แก่องค์กรมากกว่างานตรวจสอบที่มุ่งเน้นการควบคุมเพียงด้านเดียว

อีกประเด็นหนึ่งที่มีการพูดถึงกันมากก็คือ การมองว่างานตรวจสอบภายในมักเน้นสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วหรือเน้นอดีตเป็นหลัก และเห็นว่าผู้ตรวจสอบภายในควรจะเปลี่ยนการมุ่งเน้นจากอดีตสู่อนาคตมากขึ้น หากต้องการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กรมากขึ้น ซึ่งการที่งานตรวจสอบภายในมุ่งเน้นการใช้ฐานความเสี่ยงแทนก็น่าจะทำให้ขอบเขตของการตรวจสอบกว้างขวางขึ้น และน่าจะช่วยบอกข้อมูลสำคัญแก่ผู้บริหารได้ดีขึ้น

แทนที่จะระบุและทดสอบความเพียงพอของการควบคุมภายใน การตรวจสอบบนฐานความเสี่ยงจะเปลี่ยนไปเป็นการระบุและประเมินความเสี่ยงว่า องค์กรมีศักยภาพในการบริหารและจัดการความเสี่ยงสำคัญได้มากน้อยแค่ไหนและอย่างไร  โดยเครื่องมือในการถ่ายโอนความเสี่ยงได้จะเข้ามาเป็นตัวสำคัญในการกำกับและควบคุมความเสี่ยงมากน้อยและมีประสิทธิผลเพียงใด

ด้วยการมองจากมุมของความเสี่ยงในการตรวจสอบภายใน ลำพังการควบคุมตนเองไม่เพียงพอในการประกันความสำเร็จขององค์กร กิจการส่วนใหญ่ที่มีการควบคุมธุรกรรมมากมาย ยังคงเกิดการสูญเสียเป็นเงินจำนวนมาก อันเนื่องมาจากการขาดความเข้าใจในประเด็นของความเสี่ยงที่มาจากตัวบุคลากรมืออาชีพขององค์กรเอง

ยิ่งกว่านั้น แต่ละลักษณะของการควบคุมที่เพิ่มเติมเข้าไปในระบบงาน กลายเป็นประเด็นที่ทำให้องค์กรต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรและงบประมาณลงมาดูแลและติดตาม และหากมุมของการตรวจสอบภายในยังคงเน้นหนักที่จะแนะนำการควบคุมใหม่ ๆ โดยอ้างว่าจะช่วยเพิ่มความเข้มแข็งให้กับองค์กรมากขึ้นอย่างเดียว อาจจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยง หากปราศจากการยกเลิกการควบคุมบางเรื่องที่ไม่จำเป็น ซ้ำซ้อนกัน หรือปราศจากการชั่งน้ำหนักความสำคัญของการควบคุมต่อการกำกับธุรกรรมขององค์การให้ดีเสียก่อน

คุณค่าสำคัญของการตรวจสอบบนฐานความเสี่ยง

แม้ว่า การตรวจสอบบนฐานความเสี่ยงจะเป็นประโยชน์ต่อองค์กร แต่การศึกษาได้พบว่า ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของงานการตรวจสอบภายใน ยังไม่ใช่การตรวจสอบบนฐานความเสี่ยง ซึ่งอาจจะมาจากหลายเหตุผล เช่น

(1)   ยังขาดความเข้าใจแนวคิดของความเสี่ยงในหมู่ของผู้ตรวจสอบภายใน

(2)   มีความเชื่อว่าการตรวจสอบเพื่อประเมินความเสี่ยงจะต้องดำเนินการโดยผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญโดยเฉพาะเท่านั้น

(3)   การวางแผนงานตรวจสอบมีเวลาจำกัด ไม่อาจทำการประเมินและทำความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นของความเสี่ยงก่อนได้

(4)   มีความรู้สึกว่า การตรวจสอบทางการเงิน/การกำกับการปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ไม่เหมาะกับการอิงบนฐานของความเสี่ยง

ในความเป็นจริง การตรวจสอบภายในที่อิงฐานความเสี่ยงไม่ใช่เรื่องยากเย็น และไม่ได้อาศัยความรอบรู้พิเศษของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางแต่อย่างไร และโปรแกรมซอฟท์แวร์ก็ไม่ใช่ช่องทางเดียวของการประเมินและวัดขนาดของความเสี่ยง ทั้งยังใช้ได้กับงานการตรวจสอบทุกประเภท นอกจากนั้น ผลงานของการตรวจสอบภายในบนฐานความเสี่ยงยังเป็นที่ต้องการ เตรียมการง่ายและสื่อสารเพื่อให้เกิดการยอมรับได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะในองค์กรที่มีปัญหาวิกฤติศรัทธา การตรวจสอบภายในด้วยฐานความเสี่ยงจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในองค์กรได้มากขึ้นอีกทางหนึ่ง

กระนั้นก็ตาม การตรวจสอบภายในตามฐานความเสี่ยง (Risk-Based Audit) ก็ไม่ใช่ส่วนของการแก้ไขปัญหาได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ทีเดียว เพราะงานการตรวจสอบภายในยังคงเน้นการตรวจสอบภายในมากกว่าวิธีที่จะบริหารความเสี่ยง เพราะทัศนคติของงานตรวจสอบยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทั้งหมด ผู้ตรวจสอบภายในจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้าสู่โลกของการบริหารความเสี่ยงต่อไป

มีนาคม 3, 2011 Posted by | Risk Based Audit | , , , , , , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

เรื่องที่ 114 เทคนิคการวิเคราะห์และแปลความข้อมูลเพื่อประเมินผลโครงการที่สร้างมูลค่าเพิ่ม

อาจารย์  จิรพร สุเมธีประสิทธิ์

www.interfinn.com

chirapon.wordpress.com

เมื่อผู้ประเมินผลโครงการสามารถจัดเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อประเมินความสำเร็จของโครงการมาได้แล้ว ยังไม่สามารถสรุปผลการประเมินโครงการได้ทันที หากแต่ต้องทำการวิเคราะห์และตีความหมายข้อมูลออกมาเป็นผลลัพธ์ก่อน มิฉะนั้นก็จะมีแต่เพียงข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่ไม่สามารถสรุปออกมาเป็นลักษณะงานประเมินผล การตอบคำถามของการประเมินผล และท้ายที่สุดให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่สร้างมูลค่าเพิ่มแก่องค์กร

กิจกรรมของการวิเคราะห์และแปลความข้อเท็จจริงเป็นการประเมินผล ประกอบด้วย

(1)   การทำความเข้าใจรูปแบบของข้อมูลที่เก็บได้

(2)   การเตรียมข้อมูลเพื่อให้พร้อมในการวิเคราะห์

(3)   การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนเริ่มการวิเคราะห์

(4)   กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูล

(5)   การแปลความข้อมูลเป็นรายงานผลการประเมินโครงการ

ขั้นตอนที่ 1 การทำความเข้าใจในรูปแบบของข้อมูลที่เก็บได้

แม้ว่าจะได้มีการจัดเก็บข้อมูลมาแล้ว แต่ก็ยังอาจจะมีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับรูปแบบของข้อมูลให้ดีก่อน ซึ่งโดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบคือ (1) ข้อมูลเชิงปริมาณ และ(2) ข้อมูลเชิงคุณภาพ

(1)   ข้อมูลเชิงปริมาณ

มักจะเป็นข้อมูลที่อธิบายสถานการณ์โดยใช้ตัวเลขเชิงปริมาณ ซึ่งอาจจะเป็นตัวเลขตรง ๆ หรือเป็นตัวเลขที่สะท้อนความสัมพันธ์ในเชิงลำดับ เรตติ้ง ระดับของความรู้สึก หรือเป็นสัดส่วนร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย อัตราส่วนทางการเงิน

(2)   ข้อมูลเชิงคุณภาพ

อาจจะอยู่ในรูปของข้อความ แนวคิด เรื่องราวที่ใช้อธิบายสถานการณ์ ซึ่งมักจะได้มาจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการที่อธิบายความเกี่ยวข้องกับโครงการที่ประเมินด้ยคำพูด การตอบคำถาม หรืออาจจะมาจากเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการ เช่น รายงานการประชุม สัญญาจ้าง บันทึกช่วยจำ เป็นต้น

โดยทั่วไป การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ มักจะดำเนินการโดยแยกจากกัน และใช้ทักษะ เทคนิค หรือเครื่องมือที่แตกต่างกัน แต่รายงานผลการวิเคราะห์ควรจะรวมกัน เมื่อถึงขั้นการตีความเพื่อออกรายงานผลการประเมินโครงการ และข้อสรุปการประเมินผลโครงการ

ขั้นตอนที่ 2 การเตรียมข้อมูลเพื่อให้พร้อมในการวิเคราะห์

ก่อนที่จะเริ่มวิเคราะห์ข้อมูล อาจจะต้องมีการจัดรูปแบบของข้อมูลให้เป็นชุด ๆ เป็นกลุ่ม ๆ และจัดให้ข้อมูลอยู่ในรูปแบบที่เป็นระเบียบ เพื่อให้สามารถตรวจสอบ อ้างอิง และประมวลภาพได้อย่างชัดเจน ซึ่งเทคนิคที่จะช่วยในการจัดระเบียบและเตรียมข้อมูลเพื่อให้พร้อมในการวิเคราะห์ ได้แก่

(1)   การสร้างไฟล์ข้อมูลแยกตามเครื่องมือการประเมินแต่ละเครื่องมือ เช่น ข้อมูลจากแบบสอบถามหรือข้อมูลจากการสัมภาษณ์

(2)   การถอดเทปประเภทคำต่อคำจากบทสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม เพื่อจะได้ไม่เกิดความผิดพลาด หากให้สรุปความเพราะอาจจะแตกต่างจากต้นฉบับเดิม

(3)   การพิจารณาใช้ซอฟท์แวร์การวิเคราะห์ข้อมูล เช่น โปรแกรมไมโครซอฟท์เอ๊กเซลหรือเทคนิคทางสถิติอย่างเช่น SPSS

(4)   เอาข้อมูลเข้าไปคำนวณหรือประมวลผลผ่านโปรแกรมซอฟท์แวร์

(5)   กำหนดรหัส กลุ่มข้อมูลเพื่อช่วยในงานการวิเคราะห์  เป็นโน โค้ด (Code)

(6)   ระบุข้อมูลที่ขาดหายไป เช่น แบบสอบถามที่ไม่ได้รับคำตอบคืนมา และเก็บรวบรวมไว้ในรหัส (Code) แยกต่างหาก และต้องถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์ด้วย

(7)   ทำการสำรวจข้อมูลไว้ในสถานที่อื่นเพื่อความปลอดภัย

ขั้นตอนที่ 3  การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนการวิเคราะห์

เมื่อมีไฟล์ของข้อมูลที่มีการจัดระเบียบใหม่แล้ว ควรจะมีการตรวจสอบซ้ำ (Double Check) อีกครั้งเกี่ยวกับความถูกต้องก่อนที่จะเริ่มงานการวิเคราะห์

วิธีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเชิงปริมาณ

(1)   ตรวจดูตัวเลขที่ผิดปกติ เช่น ตัวเลข 142 ไม่น่าจะเป็นเลขอายุของคนหรือจำนวนปีที่ศึกษาเล่าเรียนภาคบังคับ

(2)   ตรวจดูหัวข้อย่อย ตัวเลขย่อยที่บวกกันแล้วเป็นค่ารวมทั้งหมด หรือผลบวกถูกต้อง

(3)   กรณีที่คำตอบสามารถข้ามประเด็นบางประเด็นได้ถ้าไม่เกี่ยวข้อง ตรวจดูให้แน่ชัดว่า การเลือกข้ามข้อมีความถูกต้อง และสอดคล้องกับหลักการที่กำหนด

(4)   กรณีที่ผู้ตอบเลือกคำตอบได้มากกว่า 1 คำตอบ ดูว่าเลือกถูกข้อ ไม่ได้เลือกหลายคำตอบในข้อที่ระบุให้เลือกเพียงคำตอบเดียว

(5)   สุ่มเลือกคำตอบบางส่วน เช่น 10% และดูว่ามีความผิดพลาดหรือผิดปกติหรือไม่

กรณีที่พบว่า ยังมีประเด็นที่ผิดพลาด จะต้องกลับไปดูการประมวลผลข้อมูลใหม่ ไม่ควรจะเร่งรีบวิเคราะห์ข้อมูลที่มีความผิดพลาด

วิธีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเชิงคุณภาพ

(1)   ตรวจสอบว่าผู้ให้สัมภาษณ์ได้ตอบคำตอบตรงกับประเด็นคำถาม

(2)   ตรวจดูว่าข้อมูลจากการจัดเก็บนำเข้ามาใส่ในคำตอบ จัดเป็นกลุ่มครบถ้วนทั้งหมด

ขั้นตอนที่ 4  กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูล

เมื่อมีการเตรียมไฟล์ข้อมูลเรียบร้อย ตรวจซ้ำพบว่า ความถูกต้องยอมรับได้ ก็สามารถเริ่มงานวิเคราะห์ข้อมูลได้

วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ

(1)   ทบทวนแผนที่ของโครงการที่อยู่ในแผนการประเมินผล โดยเฉพาะประเด็นคำตอบที่เกี่ยวข้องกับคำถามหลักของการประเมินผลโครงการ

(2)   ทบทวนจุดสำคัญของดัชนีชี้วัดโดยเฉพาะดัชนีชี้วัดเชิงปริมาณ

(3)   หาผลการประมวลผลทางสถิติขั้นพื้นฐาน เช่น ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ความถี่

(4)   ประเมินว่า ต้องการการวิเคราะห์เชิงลึกอื่นด้วยหรือไม่ เช่น Correcation Coefficient, Regression

(5)   ประเมินว่าข้อมูลที่ขาดหายไปนั้นอยู่ในเกณฑ์ยอมรับได้หรือไม่ เช่น หายไปไม่เกิน 15% น่าจะยอมรับได้ เป็นต้น

(6)   วิธีวิเคราะห์ในเชิงความสัมพันธ์ และความสำคัญ นัยสำคัญในการตอบประเด็นคำถามของการประเมินผลโครงการ หรือเครื่องวัดความสำเร็จของตัวชี้วัด

(7)   ทบทวนผลผลิตของโครงการที่สนับสนุนหรือคัดค้านผลสำเร็จของโครงการ

(8)   เขียนผลสรุปจากการวิเคราะห์และจัดลำดับเหตุผล

วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ

มักจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับรูปแบบของการเก็บรวบรวมข้อมูล

(1)   อ่านข้อมูลที่รวบรวมได้ทั้งหมด ความสัมพันธ์กับคำถามและดัชนีชี้วัด

(2)   หากลุ่มของคำตอบจากข้อมูล หาความคล้ายคลึงกันของคำตอบแต่ละคำตอบ

(3)   ระบุระดับของผลที่เกิดขึ้นและคล้ายคลึงกันว่าอยู่ในเกณฑ์สูง ปานกลาง หรือต่ำ

(4)   หาความแตกต่างของคำตอบ

(5)   ทบทวนผลผลิตของโครงการที่สนับสนุนหรือคัดค้านความสำเร็จของโครงการ

(6)   เขียนผลสรุปจากการวิเคราะห์และจัดลำดับเหตุผล

ขั้นตอนที่ 5  การตีความผลการประเมิน

เป็นการนำเอาข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ มาเป็นหลักฐานในการแสดงความก้าวหน้า ความสำเร็จ และสัมฤทธิผลของโครงการ รวมถึงผลลัพธ์ที่นำไปสู่การเรียนรู้การดำเนินโครงการ การปรับปรุงโครงการและข้อแนะนำในการตัดสินใจต่อไป ตลอดจนการวางแผนโครงการใหม่ในอนาคต

วิธีการในการตีความผลการประเมิน

(1)   ทบทวนแต่ละส่วนของการวิเคราะห์และหาคำสรุปผลในภาพรวมและสิ่งที่ได้พบทั้งหมด

(2)   ระบุให้ชัดว่า โครงการให้ผลที่เป็นบวกและเกิดสัมฤทธิผลหรือไม่ และอย่างไร

(3)   ระบุให้ชัดว่า โครงการให้ผลที่เป็นลบและล้มเหลวอย่างไร ต่างจากความคาดหมายอย่างไร

(4)   บทสรุปรวมของผลกระทบจากโครงการต่อภายในและภายนอก

(5)   ให้คำแนะนำเพื่อ

-  อนาคตของโครงการ

-  ปรับเปลี่ยนโครงการตามที่จำเป็น

-  วิธีเพิ่มความสำเร็จของโครงการ

-  ลดจุดอ่อนของโครงการและความเสี่ยงที่อาจจะยังมีอยู่

-  วิธีการใช้ประโยชน์ ผลการประเมินเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่โครงการ

(6) ทิ้งเวลาไว้ 2-3 วัน แล้วกลับมาทบทวนบทสรุปโครงการอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าบทสรุปนั้น        ๆ ยังคงเหมาะสมหรือไม่

(7) ทบทวนว่าข้อมูลที่ใช้ในการสรุปผลการประเมินเพียงพอมีน้ำหนัก น่าเชื่อถือ

มีนาคม 3, 2011 Posted by | Project Risk | , , , , , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

เรื่องที่ 113 Project Evaluation’s Implementation

                                                                              อาจารย์  จิรพร สุเมธีประสิทธ์

                    www.interfinn.com

chirapon. WordPress.com

เมื่อผู้ประเมินผลได้จัดทำร่างของแผนการประเมินผลโครงการแล้วเสร็จ และได้ผ่านการสอบทานจากทีมงานประเมินผลเรียบร้อย ก็อาจจะต้องประสานงานและติดต่อกับผู้เกี่ยวข้องกับแผนการประเมินผลเพื่อให้ตอบรับการเข้าร่วมในการประเมินผล และระบุบทบาทและกรอบเวลาที่ขอความร่วมมือในการร่วมงานการประเมินผลโครงการ

ประเด็นที่ 1 บทบาทของกลุ่มประเมินผล

กลุ่มประเมินผลอาจจะเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินกระบวนการประมวลผลโครงการตามแผนงานได้ 3 ระยะ

ระยะที่ 1 ระยะเริ่มต้นงานประเมินผล

ด้วยการสอบทานให้ความเห็นเพิ่มเติมจากร่างการประเมินผลโครงการที่ได้จัดทำไว้แล้ว และเพื่อซักซ้อมให้เกิดความเข้าใจอย่างเพียงพอเกี่ยวกับ

(1)   นิยามความสำเร็จของโครงการ

(2)   กรอบและขอบเขตของสิ่งที่จะประเมิน เช่น กระบวนการดำเนินงาน กิจกรรมของโครงการ ผลผลิต ผลลัพธ์ ผลกระทบของโครงการ

(3)   วัตถุประสงค์และคุณค่าของโครงการและความเกี่ยวข้องกับการประเมินผลโครงการ

(4)   ความคาดหวังที่มีต่องานประเมินผลโครงการ

(5)   ผลผลิตจากงานประเมินผล

(6)   คุณสมบัติและทักษะที่ต้องการเพื่อความสำเร็จของงานประเมินผล

ระยะที่ 2 ระยะที่มีการจัดเก็บรวบรวมข้อมูล

บุคลากรบางคนในทีมประเมินผลอาจจะทำงานเฉพาะช่วงเวลาที่มีการจัดเก็บ    ข้อมูลเพื่อสนับสนุนกิจกรรมการประเมินผลหรือให้ความเห็นในฐานะผู้เชี่ยวชาญ

ระยะที่ 3 ระยะเสร็จสิ้นกระบวนการประเมินผล

เป็นกลุ่มประเมินผลที่เข้ามาช่วยทำหน้าที่ทบทวน สอบทาน ให้ความเห็นเพิ่มเติมจากรายงานข้อเท็จจริงที่พบจากการประเมินผล เพื่อให้การตีความและการจัดทำข้อสรุปการประเมินผลมีความครบถ้วนสมบูรณ์

ประเด็นที่ 2 ความสนับสนุนในระดับองค์กรต่องานประเมินผลโครงการ

(1)   การสนับสนุนจากผู้บริหาร

เป็นประเด็นของการจัดทรัพยากร การช่วยตัดสินใจและปรับเปลี่ยนแผนในกรณีที่งานการประเมินผลโครงการพบกับปัญหาและอุปสรรค และท้ายที่สุดสนับสนุนในการนำเอาผลงานจากการประเมินผลโครงการไปเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

(2)   การสนับสนุนจากบุคลากรอื่น

ด้วยการเข้ามามีส่วนช่วยในการดำเนินกระบวนการประเมินผลโครงการตามแผนงาน

(3)   บรรยากาศของความไว้วางใจ

เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการรวบรวมข้อมูลได้ถูกต้องและเพียงพอ

(4)   การสนับสนุนทางเทคนิค

ในกรณีที่อาจจะต้องใช้ซอฟท์แวร์ที่เหมาะสมช่วยในการพัฒนาเครื่องมือประเมินผลโครงการและวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงการใช้เทคโนโลยีบนโลกออนไลน์เพื่อช่วยในการสื่อสารผลการประเมินโครงการ

บางครั้งการได้รับความสนับสนุนอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ หากแต่มาจากการใช้เทคนิคกระตุ้นการสนับสนุน เช่น

(1)   สื่อสารและเปิดเผยให้ทีมงานคนอื่นได้รับรู้อย่างเพียงพอเกี่ยวกับการประเมินผลและกิจกรรมของโครงการ

(2)   ย้ำเน้นประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับและบรรลุผลจากการจัดกิจกรรมการประเมินผลที่เป็นเชิงสร้างสรรค์

(3)   อธิบายการนำเอาผลการประเมินโครงการไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงการปฏิบัติงานของบุคลากร

(4)   สร้างหรืออธิบายความเชื่อมโยงเชิงบวกระหว่างการประเมินผลโครงการกับหน้าที่ความรับผิดชอบอื่นขององค์กร

(5)   สร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้รายงานการประเมินผลโครงการ

(6)   สร้างความชัดเจนถึงคุณค่าของงานประเมินผลโครงการ

(7)   แบ่งปันความรู้ที่ได้จากงานประเมินผลโครงการ

ประเด็นที่ 3 การใช้หลักธรรมมาภิบาลในการดำเนินงานประเมินโครงการ

งานการประเมินผลโครงการเป็นงานที่ต้องอาศัยหลักธรรมมาภิบาลในการดำเนินงานโดยในเบื้องต้นของการดำเนินการประเมินผลโครงการ อาจจะประกอบด้วย

(1)   การเตรียมแนวพึงปฏิบัติที่ดีเพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการปฏิบัติงานประเมินผลโครงการไม่ใช่การดำเนินงานตามใจชอบ

(2)   แบ่งปันแนวพึงปฏิบัติและชี้แจง หรือซักซ้อมกับบุคคลากรในกลุ่มและบุคลากรภายในองค์กร

(3)   ทำให้เกิดความมั่นใจว่าแนวพึงปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลจะถูกนำไปใช้จริง

นอกจากนั้น ในระหว่างการดำเนินกระบวนการประมวลผลโครงการ อาจจะพิจารณาเพิ่มเติมหลักธรรมาภิบาลในงานส่วนอื่น ได้แก่

(1)   การเปิดเผยความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ที่อาจจะมีอยู่ในตัวของผู้ประเมินบางคน

(2)   การแสดงหลักฐานให้มั่นใจว่าผู้ดำเนินงานประเมินผลโครงการน่าเชื่อถือและมีสมรรถนะ (Competency) เพียงพอในการรับผิดชอบงานประเมินผล

(3)   ดำรงรักษาสถานภาพของของความไม่เอนเอียงและมีความเป็นธรรมเสมอภาคในทุกขั้นตอนของการประเมินผลโครงการ

(4)   มีความพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือ แสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปสู่ข้อสรุป เมื่อเกิดความแตกต่างของความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละภาคส่วน

(5)   ให้ความสำคัญกับความถูกต้องและความโปร่งใสในการจัดทำรายงานผลการประเมินโครงการพร้อมอธิบายข้อจำกัดของการดำเนินงานและให้ความเห็นอย่างชัดเจนในการนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนา

ในระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำไปใช้เป็นข้อเท็จจริงในการตีความและวิเคราะห์โครงการ ก็มีโอกาสจะใช้หลักธรรมาภิบาลเพื่อเพิ่มคุณภาพของการประเมินผลโครงการ ได้แก่

(1)   ชี้แจงแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิธีการที่จะใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์โครงการ

(2)   แจ้งแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องถึงการนำเอารายงานผลการประเมินโครงการไปใช้ประโยชน์และผลกระทบทางลบที่อาจจะเกิดขึ้น

(3)   ยืนยันแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับเงื่อนไขในการรักษาความลับและข้อมูล ส่วนที่ไม่พึงเปิดเผยของโครงการที่ได้นำไปเป็นข้อมูลแก่ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง

(4)   มีการจัดทำแบบบันทึกความข้าใจและข้อตกลง ตลอดจนความรับผิดชอบของผู้ประเมินในการรักษาความลับและการปฏิบัติงานหากมีความจำเป็น

(5)   ให้ความระมัดระวังและมีความรอบคอบในการวิเคราะห์และรายงานผลการประเมินโครงการส่วนที่เป็นเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะประเด็นที่อ่อนไหวและประเด็นที่อาจจะมีลักษณะเป็นการใช้ดุลยพินิจ

(6)   ดำเนินการขอความเห็นชอบจากผู้ที่ให้ข้อมูลก่อน เพื่อมิให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน

(7)   ทำความเข้าใจเกี่ยวกับค่านิยม ประเด็นเชิงวัฒนธรรมก่อนที่จะเข้าหาผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอข้อมูลประกอบการประเมินผลโครงการ

(8)   แจ้งผลป้อนกลับแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้รับทราบรายงานผลการประเมินโครงการ

ประเด็นที่ 4  การระบุดัชนีชี้วัดการประเมินผลโครงการ

ดัชนีชี้วัดที่นำไปใช้เป็นปัจจัยที่วัดค่าได้ หรือเป็นหลักฐานพยานที่จะช่วยพิสูจน์หรือแสดงถึงความก้าวหน้าของการดำเนินงานโครงการ ความสำเร็จ สัมฤทธิผลที่เกิดขึ้นจริง หากสามารถกำหนดดัชนีชี้วัดได้จะช่วยในการจัดเก็บข้อมูลที่จำเป็น และช่วยในการเลือกเครื่องมือและแหล่งที่มาของข้อมูลได้

ดัชนีชี้วัดการประเมินผลโครงการอาจจะเป็นเชิงปริมาณ เช่น จำนวนของผู้ที่เกี่ยวข้องหรือกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ประโยชน์ จำนวนเว็บไซต์ที่เยี่ยมชม ระดับเรตติ้งหรือการจัดลำดับ (Rating/Ranking) ก็ได้ หรืออาจจะเป็นดัชนีชี้วัดเชิงคุณภาพ เช่น ผลป้อนกลับทางบวกหรือทางลบ ปัญหาอุปสรรค ข้อร้องเรียน ความคิดเห็นที่มี หรืออาจจะใช้ผลผลิตจากโครงการเป็นดัชนีชี้วัดก็ได้ ถ้าหากเป็นข้อมูลที่แสดงความก้าวหน้าของโครงการเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์ได้

เทคนิคในการกำหนดดัชนีชี้วัดการประเมินผลโครงการ

(1)   ทบทวนวัตถุประสงค์ของโครงการและพิจารณาข้อมูลและหลักฐานพยานที่จะสามารถใช้ในการแสดงถึงสัมฤทธิผลของแต่ละวัตถุประสงค์ได้

(2)   ทบทวนคำถามเพื่อประเมินผลโครงการ และคิดถึงข้อมูลที่จำเป็นในการตอบคำถามแต่ละคำถาม

(3)   ทบทวนกิจกรรมของโครงการและแสวงหาปัจจัยที่สามารถวัดได้ เพื่อใช้ประเมินความก้าวหน้าของแต่ละกิจกรรม

(4)   ทบทวนผลลัพธ์ที่คาดหมายจากโครงการและคำนึงถึงข้อมูลและหลักฐานที่จะประกันว่ามีผลลัพธ์เกิดขึ้น และหาวิธีกำหนดว่าข้อมูลและหลักฐานนั้นเพื่อแสดงความก้าวหน้าและความสำเร็จของโครงการ

(5)   ทบทวนผลผลิตของโครงการและความสัมพันธ์กับความสำเร็จ

(6)   ระบุหลักฐานโดยเฉพาะในการชี้สัมฤทธิผลของโครงการ

ในกรณีที่มีดัชนีชี้วัดหลายตัวที่เป็นไปได้ อาจจะต้องจัดเรียงลำดับความสำคัญและน้ำหนักของตัวชี้วัด และเลือกเฉพาะที่สำคัญกับคำถามการประเมินผลและวัตถุประสงค์ ตลอดจนง่ายในการวัด

ตัวอย่างของดัชนีชี้วัด

1.กลุ่มดัชนีชี้วัดเชิงปริมาณ

-  อัตราการตอบสนอง (Response rate)

-  จำนวนคนที่เข้ามาเยี่ยมเว็ปไซต์ของโครงการ

-  ระดับความพอใจหรือการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของผู้เกี่ยวข้อง (มีระดับตั้งแต่ 1-5)

-  ความถี่ในการสื่อสาร

-  จำนวนของทรัพยากรที่ใช้

-  ร้อยละของการใช้บริการ

-  คะแนนจากการทดสอบความรู้หรือผลการจัดลำดับ

2.   กลุ่มดัชนีชี้วัดเชิงคุณภาพ

-  รูปแบบของการตอบสนอง

-  ข้อมูลป้อนกลับเกี่ยวกับประสิทธิผลของบริการ ประโยชน์ของโครงการ

-  การเปลี่ยนแปลงในทัศนคติ พฤติกรรม ทักษะ ความรู้ วิธีการดำเนินชีวิต

-  รูปแบบของการสื่อสาร

-  รูปแบบของปัญหา ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับบริการจากโครงการ

-  การรับรู้เกี่ยวกับโครงการของผู้ที่เกี่ยวข้อง

3.  ผลผลิตที่ใช้เป็นดัชนีชี้วัด

-  จำนวนของกิจกรรมเชิงปฏิบัติการที่จัดขึ้น

-  จำนวนของอาสาสมัครที่ผ่านการอบรม

-  คู่มือปฏิบัติงานที่จัดทำ

-  การจัดตั้งเว็บไซต์

ประเด็นที่ 5 การบริหารงานเก็บรวบรวมข้อมูล

การจัดเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นงานที่ใช้เวลามากที่สุดของกระบวนการประเมินผลโครงการและยังต้องการทรัพยากรในการดำเนินการอย่างเพียงพอ โดยมีประเด็นที่ควรพิจารณา 2 ประการ คือ

(1)   ทำอย่างไรจึงจะทำให้การเก็บรวบรวมข้อมูลอยู่ภายใต้การบริหารจัดการและควบคุมได้

(2)   ทำอย่างไรจึงจะทำให้การเก็บรวบรวมข้อมูลมีความถูกต้อง

ในการจัดลำดับความสำคัญของข้อมูลที่จะจัดเก็บอาจจะใช้มิติ 2 มิติ คือ

มิติที่ 1  ปัญหาอุปสรรคในการจัดเก็บข้อมูล

มิติที่ 2  ความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ปัญหาอุปสรรคในการเก็บข้อมูล

    ง่าย พอเป็นไปได้ ยาก
ความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สูง 3

จัดเก็บเป็นอันดับแรก

2

มีค่าในการจัดเก็บ

1

พิจารณาทางเลือกที่พอทำได้

  ปานกลาง 2

มีค่าในการจัดเก็บ

1

จัดเก็บหากมีเวลา

1

จัดเก็บหากมีเวลา

  ต่ำ 1

จัดเก็บหากมีเวลา

1

จัดเก็บหากมีเวลา

0

ตัดออก งดเว้น

ประเด็นอื่นที่อาจจะพิจารณาควบคู่ด้วย ในการจัดเก็บข้อมูลนอกเหนือจากมิติทั้ง 2 มิติที่กล่าวมาแล้ว ได้แก่

-  การพิจารณาว่า มีกลไกที่จะใช้ตรวจติดตามเพื่อดูกิจกรรมการเก็บข้อมูลและนำเอาไปใช้จัดการข้อมูลโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

-   ดำเนินตามกรอบเวลาที่ประมาณไว้ และจัดบุคลากรที่มีทักษะครบถ้วนและเพียงพอในการวิเคราะห์และตีความข้อมูลให้พร้อม

ในส่วนของการทำให้ได้ข้อมูลที่มีความถูกต้องเพียงพอนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการซักซ้อมและทำความเข้าใจที่เพียงพอ และพัฒนาศักยภาพในการจัดเก็บข้อมูลแก่บุคลากรทุกคน ตลอดจนการทำ worksheet ในการจัดเก็บข้อมูลที่ดีเป็นการล่วงหน้า และพยายามทำการสื่อสารกับทีมงานอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนมีความชัดเจนในการปฏิบัติงาน

นอกจากนั้น บุคลากรแต่ละคนจะต้องมีเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลเหมือนกัน แม้ว่าจะเก็บข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างกัน ก็ต้องมีความเที่ยงของเครื่องมือเก็บ

กุมภาพันธ์ 21, 2011 Posted by | Project Risk | , , , , , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

เรื่องที่ 112 Project Evaluation การประเมินผลลัพธ์โครงการที่สร้างมูลค่าเพิ่ม

อาจารย์  จิรพร สุเมธีประสิทธิ์

www.interfinn.com

chirapon.wordpress.com

          หลังจากการกำหนดวัตถุประสงค์และเลือกรูปแบบของการประเมินผลโครงการได้แล้ว ขั้นตอนต่อมาของงานการประเมินผลโครงการก็คือ การเลือกคำถามที่ใช้ในการประเมินผลโครงการ ซึ่งหากตั้งคำถามได้อย่างเหมาะสมก็จะช่วยประกันความสำเร็จในการทำความเข้าใจผลกระทบ ประสิทธิผล และสัมฤทธิ์ผลของการดำเนินโครงการ และยังสามารถกำหนดน้ำหนักของคำถามตามความสำคัญ

          คำถามสำหรับการประเมินผลโครงการยังมีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์และตีความข้อมูลที่รวบรวมได้ในระหว่างการประเมินผลโครงการ ผู้ประเมินจึงควรจัดเวลาที่เพียงพอและถกเถียงกันกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้สามารถพัฒนาและตั้งประเด็นคำถามได้อย่างเหมาะสม และอาจจะต้องทำการปรับปรุงคำถาม เพิ่มคำถามอื่น เพื่อให้งานประเมินผลโครงการประสบความสำเร็จ

ประเด็นที่ 1

แนวทางในการเลือกคำถามเพื่อการประเมินผลโครงการ

(1)   ทบทวนวัตถุประสงค์ กิจกรรม และผลลัพธ์ที่คาดหวังจากโครงการ

(2)   สอบถามผู้มีส่วนได้ส่วนเสียว่า ประเด็นคำถามที่ต้องการคำตอบจากโครงการมีอะไรบ้าง

(3)   ระบุระดับของรายละเอียดที่จำเป็นในงานประเมินผล

(4)   เตรียมรายการคำถามเพื่อกำหนดความสำคัญในการประเมินคุณค่าและประเด็นที่เป็นนัยสำคัญของโครงการ

(5)   ในแต่ละประเด็นคำถาม ระบุความสัมพันธ์ของคำถามกับกระบวนการทำกิจกรรมในโครงการกับผลผลิตและผลลัพธ์ขั้นกลาง กับผลลัพธ์และการเปลี่ยนแปลงที่โครงการสามารถดำเนินการในส่วนของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและสภาพแวดล้อม คำถามที่จะสร้างบทเรียนและประเด็นที่มีผลกระทบต่อการวางแผนและการตัดสินใจในอนาคต และแนวทางการดำเนินงานแบบใหม่และมีนวัตกรรม

(6)   การคัดกรองคำถามที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับวัตถุประสงค์ของโครงการอย่างน้อย 1 วัตถุประสงค์ เพื่อที่จะบอกได้ว่าคำตอบนั้นพิสูจน์ความสำร็จหรือสัมฤทธิผลของโครงการ

(7)   การคัดกรองคำถามที่สัมพันธ์กับอนาคตของโครงการ  และคำตอบที่ได้ช่วยชี้นำวิธีการดำเนินโครงการ และโครงการอื่นให้เป็นไปอย่างยั่งยืน

ประเด็นคำถามที่ใช้ในการประเมินผลโครงการ

(1)   คำถามเกี่ยวกับการประเมินกระบวนการ

-  กิจกรรมของโครงการได้ดำเนินการตรงตามแผนที่วางไว้หรือไม่

-  โครงการส่งมอบผลผลิตถึงกลุ่มเป้าหมายหรือไม่

-  ผู้เกี่ยวข้องมีความพอใจกับบทบาทในโครงการอย่างไร

-  กิจกรรมที่อยู่ในแผนควรจะปรับปรุงเพื่อให้การดำเนินงานดีขึ้นหรือไม่

-  มีบทเรียนใดบ้างที่ได้เรียนรู้จากการดำเนินงานโครงการ

(2) คำถามเกี่ยวกับผลผลิตของโครงการ

-  โครงการบรรลุถึงความคาดหมายของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนหรือไม่

-  โครงการส่งมอบบริการตรงตามแผนที่วางไว้หรือไม่

-  กิจกรรมของโครงการนำสู่การให้ผลผลิตตามความคาดหมายหรือไม่

-  มีผลผลิตที่คาดหมายใดบ้างจากการดำเนินโครงการ

(3)  คำถามเกี่ยวกับผลลัพธ์/ผลกระทบ

-  ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ประสบการณ์เพิ่มเติมที่เสริมสร้างทักษะ ความรู้ ทัศนคติหรือพฤติกรรม ไปใน     เชิงบวกหรือไม่

-  ประสบการณ์เพิ่มเติมใดที่ผู้ที่เกี่ยวข้องคาดหมาย

-  ผลกระทบของโครงการต่อหน่วยงานเจ้าของโครงการและองค์กรมีอะไรบ้าง

-  โครงการบรรลุความจำเป็นและความต้องการที่ทำให้ริเริ่มโครงการนี้หรือไม่ และความจำเป็นหรือความต้องการนั้นยังคงมีอยู่ในปัจจุบันหรือไม่

-  ยังมีความจำเป็นและความต้องการใดเพิ่มเติมหรืออื่น ๆ ที่โครงการไม่ได้นำมาพิจารณาในการดำเนินโครงการหรือไม่

-  เกิดประสบการณ์ของความเปลี่ยนแปลงจากผลการดำเนินโครงการหรือไม่ ความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปในเชิงบวกหรือไม่

-  ผลกระทบในระยะยาวของโครงการคืออะไร

(4)  คำถามเกี่ยวกับทางเลือกอื่นและบทเรียนที่เกิดการเรียนรู้

-  แนวทางอื่นในการดำเนินงานที่จะทำให้โครงการมีประสิทธิผลมากขึ้น

-  การเปลี่ยนแปลงหลักที่ควรดำเนินการเพื่อให้โครงการบรรลุผลตามวัตถุประสงค์

-  บทเรียนที่ใช้ประโยชน์ในอนาคตได้คืออะไร

-  ผลลัพธ์ที่ควรได้รับการพิจารณาหากองค์กรต้องการดำเนินโครงการที่คล้ายคลึงกันอีกคืออะไร

 ประเด็นที่ 2

การเลือกเครื่องมือในการประเมินผลโครงการ

การพิจารณาเครื่องมือในการประเมินผลจะช่วยผู้ประเมินในการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นในการตอบคำถามเพื่อการประเมินผลโครงการ ซึ่งอาจจะต้องแตกต่างกันตามกิจกรรมหลักของโครงการ

เครื่องมือในการประเมินผลโครงการสามารถใช้ได้ทั้งวิธีการอย่างเป็นทางการ และไม่เป็นทางการในการรวบรวมข้อมูลหลักฐาน โดยวิธีการอย่างเป็นทางการรวมถึงการเจาะกลุ่มเฉพาะเจาะจง การสัมภาษณ์ การทำแบบสอบถามเพื่อสำรวจ และการทดสอบ องค์ความรู้ ส่วนวิธีการอย่างไม่เป็นทางการ รวมถึงการร่วมสังเกตการณ์ การสนทนา และการออกตรวจเยี่ยมสถานที่ตั้งของโครงการ

นอกจากนั้น งานประเมินผลโครงการอาจจะต้องการใช้เครื่องมือรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ เป็นตัวเลข เรตติ้ง และเรียงลำดับ (Ranking) จึงต้องให้ความสำคัญกับส่วนนี้

          กระบวนการที่ใช้ในการเลือกเครื่องมือประเมินผลโครงการ

(1)   ทบทวนคำถามเพื่อการประเมินผลโครงการและกิจกรรมหลัก ๆ ของโครงการ

(2)   ทำการพิจารณาโดยใช้ตารางเลือกเครื่องมือ

เครื่องมือประเมินผล

คำถามในการประเมิน

การประเมิน

(1)

สำรวจ

(โทรศัพท์/ไปรษณีย์)

(2)

สัมภาษณ์

(3)

ทดสอบความรู้

(4)

กลุ่มย่อย

(5)

แบบฟอร์มประเมิน

(6)

ตรวจเยี่ยมโครงการ

(7)

โยงเหตุผลตามกิจกรรม

(8)

สังเกตและบันทึก

(9)

เอกสารหลักฐานเกี่ยวข้อง

(10)

เครื่องมือที่ระบุมีอยู่หรือไม่

(11)

                     
                     

โดยในคอลัมน์แรกเป็นการนำเอาคำถามเพื่อการประเมินผลโครงการมาเรียงลำดับและคำนึงถึงข้อมูลที่ต้องการเก็บเพื่อตอบคำถามแต่ละคำถามได้ และหาว่าเครื่องมือใดตั้งแต่คอลัมน์ (2)-(10) เครื่องมือใดช่วยได้ และท้ายที่สุดพิจารณาว่า เครื่องมือที่ว่าสามารถใช้ได้จริงมีอยู่หรือต้องทำการปรับปรุงก่อนอีกครั้งหรือไม่

(3)   นำเอาผลการประเมินเบื้องต้นจากตารางหารือในทีมงานและให้ได้ข้อยุติ

(4)   พิจารณาว่ามีทรัพยากรภายในองค์กร เช่น เวลา ทักษะ และงบประมาณในการนำเอาเครื่องมือเหล่านั้นมาใช้ได้จริง

(5)   ค้นหาเครื่องมือภายนอกองค์กรและสื่อการเรียนรู้ที่จะมาช่วยเสริมเครื่องมือที่มีอยู่แล้วภายในองค์กร

ตารางอธิบายลักษณะของเครื่องมือเพื่อการประเมินผลแต่ละแบบ

ชื่อเครื่องมือ ลักษณะของเครื่องมือ ประเภทของการประเมินที่ใช้      
    เครื่องมือ

เป็นทางการ

เครื่องมือ

ไม่เป็นทางการ

ข้อมูล

เชิงปริมาณ

ข้อมูล

เชิงคุณภาพ

สำรวจ(ทางโทรศัพท์/ทางไปรษณีย์) เป็นการเตรียมคำถามไว้ล่วงหน้ารายประเด็นที่นำส่งให้กลุ่มเป้าหมายตอบ X   X  
สัมภาษณ์ เป็นการตั้งคำถาม(ล่วงหน้าหรือสอบถามสด)

บางประเด็นที่ใช้กับกลุ่มเป้าหมายและปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมตามความเหมาะสมระหว่างการสัมภาษณ์

X     X
ทดสอบทักษะ/ความรู้ เป็นคำถามที่ใช้ในการกำหนดระดับของความรู้หรือทักษะของผู้ที่เกี่ยวข้องในโครงการ X   X  
การสนทนากลุ่มย่อย (Focus Group) เป็นการเชิญกลุ่มคนมาสนทนาและให้ความเห็นในบางประเด็นคำถาม X     X
ทำแบบฟอร์การประเมิน เป็นการทำแบบสอบถามเพื่อให้แสดงความคิดเห็น ทัศนคติ และความเข้าใจทันทีที่กิจกรรมของโครงการเสร็จสิ้น X   X  
การเยี่ยมเยียนโครงการ เป็นการผสมผสานระหว่างวิธีการสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์สภาพแวดล้อม ณ สถานที่ตั้งโครงการ   X   X
โยงเหตุผลตามกิจกรรม ให้ผู้ดำเนินโครงการรายงานกิจกรรมประจำวัน X   X  
การสังเกตและบันทึก เป็นการบันทึกผ่านการสังเกตการณ์โดยตรง โดยผ่านคำบอกเล่าว่าทำกิจกรรมใดในโครงการบ้าง   X   X
เอกสารหลักฐาน การบันทึกเป็นเอกสารหลักฐานประกอบการทำกิจกรรมของโครงการ เช่นรายงานการประชุม บันทึกช่วยจำ บันทึกภายใน   X X X

            รูปแบบการประเมินค่าใช้จ่ายในการประเมินผลโครงการ

กิจกรรม ผู้รับผิดชอบ จำนวนวัน

(วัน)

ค่าใช้จ่าย

ต่อวัน(บาท)

ค่าใช้จ่าย

รวม

1.การบริหารและสื่อการเพื่อประเมินผลโครงการ

2.การวางแผนเพื่อประเมินผลโครงการ

  -ติดต่อผู้มีส่วนได้เสียเพื่อจัดทำรายการ

  -ประชุมวางแผนกับกลุ่มงานประเมินผล

  -พัฒนาร่างแผนการประเมินผล

  -หารือ ถกเถียง ปรับปรุงแผนการประเมินผล ตามข้อสรุป

หัวหน้าทีม

หัวหน้าทีม

หัวหน้าทีม/ทีม

หัวหน้าทีม

หัวหน้าทีม

7

3

2

2

1

   
  รวมจำนวนวัน 8    
3.พัฒนาเครื่องมือและรวบรวมข้อมูล

  -การเลือกทีมงาน

  -ระบุเครื่องมือที่มีอยู่

  -พัฒนาระบบการกำกับติดตาม

  -นำระบบมาใช้และทำให้ระบบกำกับติดตาม

   ทำงานอย่างต่อเนื่อง

  -พัฒนาแบบฟอร์มประเมินและบทสัมภาษณ์

  -ทดสอบเครื่องมือที่พัฒนาขึ้น

  -เริ่มใช้เครื่องมือและเก็บรวบรวมข้อมูล

 

หัวหน้าทีม

ทีมงาน

หัวหน้าทีม

ทีมงาน

หัวหน้าทีม

ทีมงาน

ทีมงาน

 

3

3

4

7

2

1

7

   
รวม จำนวนเงิน 28    
4.การวิเคราะห์ข้อมูล

  -เตรียมข้อมูลที่จะใช้วิเคราะห์

  -วิเคราะห์และแปลความหมายข้อมูล

  -ขอการสนับสนุนทางเทคนิคและมืออาชีพ

   (ถ้าจำเป็น)

  -สรุปผลการประเมิน

  -จัดประชุมหารือขอความเห็นจากทีมงาน

  -ปรับปรุงจนเป็นรายงานสมบูรณ์

 

ทีมงาน

ทีมงาน

บุคลากรภายนอก

หัวหน้าทีม

หัวหน้าทีม/ทีม

หัวหน้าทีม/ทีม

 

2

5

1

2

1

1

   
รวม จำนวนวัน 12    
5.การสื่อสารผลการประเมินโครงการ

  -เตรียมและทบทวนรายงานการประเมินผล

   โครงการ

  -เตรียมการนำเสนอ

  -เตรียมวัตถุดิบเกี่ยวกับสื่อ

  -นำเสนอการประเมินผล

 

ทีม/หัวหน้าทีม

ทีม

ทีม/หัวหน้าทีม

หัวหน้าทีม

 

5

1

5

2

   
รวม จำนวนวัน 13    
6.การเดินทางและค่าใช้จ่ายประชุม

  -ค่าใช้จ่ายทีมงาน

  ค่าใช้จ่ายบุคลากรอื่น

       
        XXXXXXX
7.ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน

  -ถ่ายเอกสาร พิมพ์งาน

  -ค่าจัดส่งเอกสาร

  -โทรศัพท์ เบ็ดเตล็ด

       
        XXXXXXX

กุมภาพันธ์ 21, 2011 Posted by | Project Risk | , , , , , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

เรื่องที่ 109 การบริหารงบประมาณและโครงการที่เน้นผลลัพธ์และการรายงานผลประกอบการ

อาจารย์  จิรพร สุเมธีประสิทธ์

www.interfinn.com

chirapon.wordpress.com

 

          เมื่อโครงการภาครัฐได้รับความเห็นชอบให้ดำเนินการได้แล้ว  สิ่งที่จะช่วยให้การดำเนินงานของโครงการเหล่านี้ประสบความสำเร็จก็คือ การยึดมั่นอยู่กับการดำเนินกระบวนการที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพของงานบริการสาธารณะ เพื่อให้เกิดการบริหารบ้านเมืองที่ดี

          ดังนั้น แทนที่จะสนใจแต่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน  รัฐมนตรีว่าการที่ดูแลหน่วยงานภาครัฐเป็นสำคัญ โครงการภาครัฐเผชิญหน้ากับคำเรียกร้องจากประชาคมให้ปฏิรูปโครงการให้สะท้อนความรับผิดรับชอบต่อสาธารณะ ความโปร่งใสของการเปิดเผยข้อมูล การเน้นนโยบายที่เป็นธรรมและสร้างความเท่าเทียม และนำส่งผลผลิตที่นำไปใช้เป็นประโยชน์จริงและทันกาลมากขึ้น

          องค์กรประเทศพัฒนาภายใต้ชื่อกลุ่ม OECD ได้นิยามคำว่า การกำกับติดตาม (monitoring) และการประเมินผล (Evaluation) ไว้ดังนี้

          – การกำกับติดตาม (Monitoring)

           เป็นหน้าที่ที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง โดยใช้การรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อแสดงดัชนีชี้วัดบางประการ เพื่อนำเสนอผู้บริหารเกี่ยวกับความก้าวหน้าที่กำลังมีการดำเนินการที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของงานตามวัตถุประสงค์ ตลอดจนความก้าวหน้าของการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ

          – การประเมินผล (Evaluation)

           เป็นการค้นหาและระบุระดับความก้าวหน้าหรือความสำเร็จของโครงการอย่างเป็นระบบและยึดวัตถุประสงค์เป็นที่ตั้ง  ตั้งแต่การออกแบบหรือวางแผน การดำเนินงานจริง และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น  โดยระบุผลการประเมินว่า โครงการบรรลุตามวัตถุประสงค์หรือไม่ มีการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานหรือไม่ โครงการได้ประสิทธิผลเพียงใด มีผลกระทบตามความคาดหมาย และสร้างความยั่งยืนหรือไม่  โดยการประเมินผลจะให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์ ตลอดจนสามารถใช้เป็นบทเรียนที่นำไปสู่การยกระดับการตัดสินใจต่อไป

          กล่าวอีกนัยหนึ่งการกำกับติดตาม (Monitoring) นำเสนอข้อมูลว่า โครงการอยู่ ณ จุดใด ของกระบวนการดำเนินงาน ณ เวลาที่ทำการกำกับติดตาม เมื่อเทียบกับเป้าหมายและผลลัพธ์ ในขณะที่การประเมินผลแสดงหลักฐานว่า เหตุใดเป้าหมายและผลลัพธ์จึงไม่บรรลุผลและเน้นสาเหตุที่เกี่ยวข้อง

          ดังนั้น การประเมินผลจึงเป็นส่วนเสริมงานการกำกับติดตาม เพราะเมื่อการกำกับติดตามได้ส่งสัญญาณว่า การดำเนินงานโครงการออกนอกการคาดหมาย กลุ่มเป้าหมายของผู้ที่ใช้บริการกลับไม่ได้ใช้บริการ หรือต้นทุนเพิ่มขึ้นเกินกว่าที่ประมาณการ การประเมินผลโครงการจะช่วยให้เกิดความชัดเจนถึงสภาพที่แท้จริงและแนวโน้มในระยะต่อไป  โดยการประเมินผลสามารถดำเนินการเมื่อใดก็ได้ตลอดวัฏจักรของโครงการ ไม่จำเป็นต้องประเมินผลเมื่อสิ้นสุดโครงการเท่านั้น

          สรุป บทบาทที่เสริมกันระหว่างการกำกับติดตามและการประเมินผลบนฐานที่เน้นผลลัพธ์  แสดงได้ตามตารางต่อไปนี้

การกำกับติดตาม การประเมินผล
1.เป็นการสะท้อนว่าโครงการสามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ มากน้อยเพียงใด

 2.มุ่งที่จะเชื่อมโยงกิจกรรมและทรัพยากรที่ใช้ในการดำเนินโครงการกับวัตถุประสงค์ของโครงการ

3.เป็นการแปลงวัตถุประสงค์เป็นดัชนีชี้วัดผลการดำเนินงานและเป้าหมายที่กำหนดไว้

4.เป็นการเก็บรวบรวมเป็นประจำต่อเนื่องที่สอดคล้องกับตัวชี้วัดและเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่เกิดจริงกับเป้าหมาย

5.เป็นการรายงานความก้าวหน้าแก่ผู้บริหารและส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับปัญหาของโครงการ

1.เป็นการวิเคราะห์เหตุผลที่ทำให้ผลลัพธ์ของโครงการเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

2.เป็นการเข้าถึงสาเหตุเฉพาะเจาะจงของกิจกรรมที่มีผลต่อผลลัพธ์ของโครงการ

3.เป็นการตรวจสอบความก้าวหน้าของการดำเนินงานโครงการตามกระบวนการดำเนินงานจริง

4.เป็นการสำรวจและค้นหาว่ามีผลลัพธ์ที่ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจหรือไม่

5.เป็นการนำเสนอบทเรียน ชี้จุดเด่นของประเด็นที่มีนัยสำคัญ หรือความเป็นไปได้ของการดำเนินโครงการในระยะต่อไป และให้ความเห็นเพื่อการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

           จะเห็นว่างานการประเมินผลไม่ใช่การชี้ข้อเท็จจริง หรือการพิจารณาหลังเกิดการดำเนินการแล้ว (After-the-Fact Assessment of Project) เท่านั้น  หากแต่เป็นการประเมินถึงผลกระทบหรือความพยายามที่จะประเมินผลกระทบ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงานของโครงการที่ได้เกิดขึ้นทั้งหมด ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการดำเนินงานโครงการ การเสร็จสิ้นและส่งมอบผลผลิตจากโครงการ จนถึงผลที่เกิดขึ้นจริงและการใช้ประโยชน์จากผลผลิตของโครงการจริง ๆ

          ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา งานการประเมินผลโครงการถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่น ในกลุ่มประเทศ OECD ที่เริ่มงานประเมินผลช่วงแรก ๆ ระหว่าง ทศวรรษ 1960-1970 ต้องการศึกษาถึงแนวทางการพัฒนาโครงการสาธารณะหรือบริการเชิงสังคม  แต่พอถึงทศวรรษ 1980-1990 รัฐบาลของประเทศกลุ่ม OECD ใช้การประเมินผลโครงการเพื่อกำกับและควบคุมการบริหารงานงบประมาณ ด้วยการศึกษาแนวทางการลดค่าใช้จ่ายด้านงบประมาณและลดโครงการภาคสาธารณะ

          การพัฒนาระบบกำกับติดตามและประเมินผลงบประมาณ ได้แพร่หลายจากประเทศพัฒนาแล้วมาสู่ประเทศกำลังพัฒนา โดยกำหนดให้งานการประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขเพื่อขอความช่วยเหลือทางการเงินจากต่างประเทศ  โดยคำถามหลักของงานประเมินผล คือ

          – ทำไมจึงดำเนินโครงการดังกล่าว (why)

          – อะไรคือเหตุผลของการเบี่ยงเบนของผลลัพธ์ (what)

          -ผลกระทบและผลลัพธ์ของโครงการที่เกิดจริงเป็นอย่างไร (how)

          – ทำอย่างไรโครงการจึงล้มเหลวหรือประสบผลสำเร็จ

          – ผู้ดำเนินโครงการได้ใช้หลักความรับผิดรับชอบและกำกับการปฏิบัติตามกฏเกณฑ์มากน้อยเพียงใด

          – การดำเนินโครงการสามารถสร้างผลลัพธ์จริงตามแผนหรือไม่

 1.กรอบแนวคิดการกำกับติดตามและประเมินผลแบบดั้งเดิม

ในยุคเริ่มแรกของการกำกับติดตามและประเมินผล  ได้มีการออกแบบระบบงานให้เน้นที่ประเด็นหลักต่อไปนี้

(1)   โครงการได้ดำเนินการตามรายละเอียดในแบบคำของบประมาณ หรือ

(Did they do it?)

(2)   โครงการได้รับจัดสรรทรัพยากรเพื่อการดำเนินโครงการตามแผนหรือไม่

(Did they Mobilize the needed inputs?)

(3)   โครงการได้ดำเนินการและทำกิจกรรมตามแผนครบถ้วนและสำเร็จหรือไม่

(Did they under take and complete the agreed activities?)

(4)   โครงการได้มีการส่งมอบผลผลิตตามที่กำหนดไว้หรือไม่

(Did they deliver the intended output?)

               ซึ่งกรอบแนวคิดแบบดั้งเดิมนี้ เป็นการเน้นที่จะสอบทานรายการตามตารางการตรวจรายการหรือ checklist และดูว่าผู้รับผิดชอบโครงการมีความรับผิดชอบในการดำเนินโครงการมากน้อยเพียงใดเป็นสำคัญ ซึ่งทำให้เกิดจุดอ่อนสำคัญคือ การกำกับ ติดตาม และประเมินผลไม่ได้ให้ข้อมูลแก่ผู้บริหารองค์กรให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า โครงการมีความสำเร็จหรือล้มเหลวอย่างไร

               การกำกับ ติดตาม และประเมินผลที่เน้นผลงาน (Results-Based Monitoring and Evaluation System) ออกแบบมาให้สนใจว่า โครงการทำอะไรบ้าง โครงการให้ผลผลิตอะไร โครงการทำกิจกรรมใด ด้วยการดูที่ปริมาณของผลผลิตที่เกิดขึ้นว่า มีจำนวนเท่าใด โดยตอบคำถามหลัก 3 ประการ

(1)    อะไรคือเป้าหมายของโครงการและเป้าหมายขององค์กร

(2)   เป้าหมายนั้นบรรลุผลสำเร็จหรือไม่

 (3)   พิสูจน์อย่างไรว่าบรรลุผลสำเร็จ

     ด้วยการเปลี่ยนแปลงในประเด็นคำถามนี้เอง ทำให้ระบบการกำกับติดตามและประเมินผลแบบดั้งเดิมกับแบบที่เน้นผลงาน (Results-Based) เริ่มมีความแตกต่างกัน และยิ่งมีการเฉพาะเจาะจงลงไปว่า สิ่งที่ต้องการประเมินคือ ผลลัพธ์และผลกระทบของโครงการ ก็ยิ่งทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น เพราะเป็นการดูว่าส่งมอบผลผลิตไปแล้ว เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น และมีผลอย่างไรต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละภาคส่วนบ้าง การวัดผลงาน (Results) จึงจะทำให้ได้ข้อมูล เอกสารหลักฐานที่จะบอกได้ว่า ความพยายามและการดำเนินงานตามโครงการนั้น จะนำไปสู่ความสำเร็จของผลลัพธ์และผลกระทบตามความคาดหมายหรือไม่

    จากการที่รัฐบาลมีการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายการใช้จ่ายเงินงบประมาณตามสถานการณ์และความต้องการของประชาชน  ผลลัพธ์จากโครงการที่รองรับเป้าหมายดังกล่าวจึงมีโอกาสเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ

2.องค์ประกอบของการกำกับติดตามผลลัพธ์ของโครงการ

หลังจากการเปลี่ยนแปลงแนวคิดจากแบบดั้งเดิมสู่การยึดผลลัพธ์ของโครงการเป็นหลัก องค์ประกอบของการกำกับติดตามได้เปลี่ยนแปลงไปเป็น  ดังนี้

(1)   ข้อมูลพื้นฐาน (Baseline data) ที่ใช้อธิบายปัญหาหรือสถานการณ์ของโครงการ

(2)   ดัชนีที่ใช้ในการวัดผลลัพธ์ของโครงการ

(3)   การเก็บรวบรวมข้อมูลด้านผลผลิต และวิธีการที่ผลผลิตนำไปสู่ความสำเร็จของผลลัพธ์ของโครงการ

(4)   การแสดงความรับรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละภาคส่วน

(5)   ระบบการรายงานข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณที่เป็นความก้าวหน้าของโครงการที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ตามที่กำหนดไว้

(6)   การดำเนินงานโครงการที่มีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  ภาคีเครือข่ายในการจัดทำผลผลิตจากโครงการ

(7)   ข้อมูลที่พิสูจน์ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของภาคีเครือข่ายในการร่วมในโครงการ เพื่อให้บรรลุตามผลลัพธ์ของโครงการ

 3.โมเดลในการสร้างระบบกำกับติดตามและประเมินผลลัพธ์ของโครงการ

          การพัฒนาระบบกำกับดูแลและประเมินผลลัพธ์ของโครงการให้เกิดประสิทธิผล ควรจะดำเนินการให้เป็นขั้นเป็นตอนอย่างเหมาะสม  จึงมีการพัฒนาโมเดลในการสร้างระบบนี้ขึ้น  โดยประกอบด้วยขั้นตอนที่สำคัญ 10 ขั้นตอน ได้แก่

ขั้นตอนที่ 1 การค้นหาและสร้างความพร้อมในการดำเนินการ

เป็นการเตรียมการและตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่ามีความพร้อมที่จะจัดทำระบบการกำกับติดตามและประเมินผล ก่อนที่เริ่มดำเนินการสร้างระบบจริง

เมื่อผู้ที่เกี่ยวข้องมีความพร้อมก็จะลดอุปสรรค ข้อขัดข้องเมื่อมีการดำเนินการจัดทำระบบจริง

ความพร้อมที่สำคัญก็คือ ความเข้าใจขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับระบบกำกับติดตามและการประเมินผลลัพธ์ของโครงการ

ขั้นตอนที่ 2     การสร้างความตกลงและยอมรับเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่จะใช้ในการกำกับติดตามและ  ประเมินผล การกำหนดรายละเอียดของผลลัพธ์นี้ จะต้องเกิดจากการมีส่วนร่วม การให้ความเห็นอย่างเพียงพอ ครอบคลุม และการยอมรับร่วมกันจนเกิดเป็นฉันทามติ  ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งภายในและภายนอกโครงการ

                   เมื่อสามารถเลือกตัวผลลัพธ์ที่จะใช้ได้แล้ว ก็จะสร้างความสะดวกในการวางระบบ การกำกับติดตามและประเมินผลต่อไป

 ขั้นตอนที่ 3     การคัดเลือกดัชนีที่จะใช้ในการกำกับติดตามและประเมินผลเพื่อสะท้อนผลลัพธ์ของ โครงการ

                   การเลือกดัชนีชี้วัดผลสำเร็จของการดำเนินงานที่สะท้อนผลลัพธ์และใช้ในการกำกับ

                   ติดตามที่ครอบคลุมตั้งแต่ทรัพยากรที่ใช้ในโครงการ กิจกรรม หรือกระบวนการ

                   ดำเนินงาน ผลผลิต ผลลัพธ์และผลกระทบ

                   ดัชนีชี้วัดสามารถนำเสนอข้อมูลป้อนกลับ (feedback) อย่างต่อเนื่องจากการดำเนิน

                   โครงการ และข้อมูลที่ได้มาจากตัวโครงการ

ขั้นตอนที่ 4      การสร้างข้อมูลพื้นฐานผลการดำเนินงาน (Performance baselines) ซึ่งอาจจะเป็น

                   เชิงคุณภาพหรือเชิงปริมาณก็ได้ ที่สามารถนำมาใช้ได้ตั้งแต่เริ่มต้นงานการกำกับ

                   และติดตาม เป็นการสร้างภาพสถานะ ณ ปัจจุบันของโครงการ

ขั้นตอนที่ 5      การวางแผนเพื่อแสดงการพัฒนาของผลลัพธ์ของโครงการ

                   งานส่วนนี้เป็นการเลือกเป้าหมายของผลลัพธ์ที่สามารถรวบรวมได้เป็นผลลัพธ์

                   ขั้นกลาง (Interim result) ก่อนที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์สุดท้าย (Ultimate outcomes) ซึ่งอาจจะเป็นภาพระยะยาว ซึ่งต้องใช้เวลาอีกนานในการประเมินผล และคงคอยไปประเมินผลลัพธ์สุดท้ายไม่ไหว เพียงแสดงว่ามีการพัฒนาดีขึ้นของผลลัพธ์ที่มาจากผลผลิตของโครงการ หรือเกิดผลทางบวกที่เรียกว่า Consumer Surplus  ก็ถือว่าใช้ได้ระดับหนึ่ง

ขั้นตอนที่ 6      การกำกับติดตามเพื่อค้นหาผลลัพธ์จากโครงการ

                   เป็นการเริ่มงานของการกำกับติดตามในภาคปฏิบัติและเริ่มพิสูจน์ผลลัพธ์ของโครงการ  โดยส่วนใหญ่ของขั้นตอนนี้น่าจะเป็นการจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลผลงานเชิงคุณภาพของโครงการ

 ขั้นตอนที่ 7      การกำหนดกฏเกณฑ์เงื่อนไขของการประเมินผล

              เป็นการวางรูปแบบ กรอบเวลา รายละเอียดของงานการประเมินผลลัพธ์ของโครงการ

ขั้นตอนที่ 8      การรายงานสิ่งที่พบจากการดำเนินโครงการ

             เป็นการนำเอาข้อมูลที่จัดเก็บได้มาหาวิธีการวิเคราะห์รายงานเพื่อช่วยเพิ่มสารสนเทศ ที่ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจจะสามารถใช้ในการพัฒนาโครงการให้ดีขึ้นได้

ขั้นตอนที่ 9      การนำเอาสิ่งที่พบไปใช้ประโยชน์

           เป็นการนำเอาสิ่งที่พบมายกระดับขึ้นเป็นองค์ ความรู้และสร้างการเรียนรู้ ทั้งต่อผู้รับผิดชอบโครงการและภายในหน่วยงาน

ขั้นตอนที่ 10    การธำรงรักษาระบบกำกับติดตามและประเมินผล

              เป็นการทำให้ระบบกำกับติดตามและประเมินผลยังคงเป็นที่ต้องการ มีบทบาทที่ชัดเจน และเป็นที่เชื่อถือ ยอมรับ ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ครบถ้วน และเพียงพอ และสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาศักยภาพของโครงการในการบรรลุผลลัพธ์ตามเป้าหมาย

 หนทางในการเริ่มจัดวางระบบการกำกับ ติดตาม และประเมินผลลัพธ์ของโครงการ คือ การเริ่มจากโครงการานำร่องเพียงไม่กี่โครงการก่อน หรือเริ่มจากกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้ประโยชน์จากโครงการเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก่อน  เมื่อมีความพร้อมและขอบเขตการพัฒนาที่เหมาะสมแล้ว จึงค่อยขยายผลลัพธ์ออกไปให้กว้างขวางขึ้นตามลำดับ

กุมภาพันธ์ 16, 2011 Posted by | Project Risk | , , , , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

เรื่องที่ 104 Outcomes-Based Evaluation การประเมินผลลัพธ์จากโครงการ

อาจารย์  จิรพร สุเมธีประสิทธิ์

www.interfinn.com

chirapon.wordpress.com

                    การประเมินผลโครงการมักจะดำเนินการได้หลายส่วน ตั้งแต่การประเมินสภาพแวดล้อม การประเมินปัจจัยนำเข้าหรือทรัพยากรที่ใช้ (input) การประเมินกระบวนการไปจนถึงการประเมินผลผลิต (output) และการประเมินผลลัพธ์ (Outcomes) ของโครงการ

                   ในบรรดาการประเมินโครงการที่ได้ระบุข้างต้น ต้องถือว่า การประเมินผลลัพธ์ของโครงการเป็นส่วนที่ยุ่งยาก ซับซ้อน และมีโอกาสดำเนินการได้ยากที่สุด

                   ทั้งนี้เพราะการประเมินผลลัพธ์เป็นการพิจารณาผลกระทบ ผลประโยชน์ สิ่งที่เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายอันเป็นผลมาจากการดำเนินงานโครงการและยังสามารถได้ทั้งผลลัพธ์ที่เกิดในระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว

                   เช่น การประเมินผลลัพธ์ของการพัฒนา ธำรงรักษาโครงข่ายทางหลวง อาจจะแยกผลลัพธ์เป็น

                   -ระยะเวลาในการเดินทางในแต่ละวัน เป็นผลลัพธ์ระยะสั้น

                   -การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทาง เป็นผลลัพธ์ระยะปานกลาง

                   -การเพิ่มขึ้นของคุณค่า สภาพแวดล้อม สถานะความเป็นอยู่ของสังคมโดยรวม หรือชุมชน

                    สองข้างทางเป็นผลลัพธ์ระยะยาว

                นอกเหนือจากตัวผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแล้ว การประเมินผลลัพธ์ยังเกี่ยวข้องกับการพิจารณา ประเด็นหลักอีก 2 ประเด็น ได้แก่

(1)   เป้าหมายของผลลัพธ์ ที่เป็นเป้าหมายของการดำเนินโครงการหรือการให้บริการ

(2)   ดัชนีชี้วัดผลลัพธ์ เป็นความคาดหวัง (milestone) ที่วัดและสังเกตเห็นได้ ที่จะนำไปสู่เป้าหมายของผลลัพธ์ เป็นสิ่งที่ควรจะมองเห็นได้ด้วยดวงตา ได้ยินได้ด้วยหู และสัมผัสได้ที่จะชี้นำว่า โครงการได้มีการดำเนินใดที่เป็นความก้าวหน้าในการบรรลุถึงเป้าหมาย ผลลัพธ์หรือเป้าหมายการให้บริการมากขึ้นตามลำดับ

 สัจธรรมสำคัญเกี่ยวกับการประเมินผลลัพธ์ของโครงการ

(1)   หลายคนเชื่อว่าการประเมินผลลัพธ์เป็นเรื่องที่ซับซ้อน และตนไม่มีเวลาในการเรียนรู้

ความจริงคือ การประเมินผลลัพธ์ของโครงการเป็นงานในภาคปฏิบัติ ถ้าดำเนินงานโครงการได้ ก็เป็นไปได้ที่จะประเมินผลลัพธ์ได้

(2)   หลายคนเห็นว่าการประเมินผลลัพธ์โครงการเกิดเพียงครั้งคราว

ความจริง คือ การประเมินผลลัพธ์เป็นกระบวนการที่สามารถดำเนินอย่างต่อเนื่องและทำได้ตลอดไป และเป็นกิจกรรมที่ควรดำเนินการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

(3)   หลายคนดูว่าการประเมินผลลัพธ์เป็นเรื่องที่ต้องใช้บุคคลากรแยกไปโดยเฉพาะ ซึ่งองค์กรยังไม่มีทรัพยากรเพียงพอจะจัดสรรให้

ความจริง คือ การประเมินผลลัพธ์ไม่ใช่กิจกรรมแปลกปลอม เป็นกิจกรรมการบริหารจัดการธรรมดา ที่ต้องมีการดำเนินการไม่ช่วงใดก็ช่วงหนึ่ง เพื่อนำองค์กรให้ก้าวหน้าและยั่งยืนในระยะยาว                     (4) หลายคนเกรงว่า การประเมินผลลัพธ์ต้องใช้เทคนิคและวิธีการที่ถูกต้อง หากทำไม่ ถูกต้อง อาจจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี

ความจริง คือ การประเมินผลลัพธ์โครงการไม่ได้มีเทคนิคและวิธีการเดียว หากแต่มีวิธีการดำเนินการที่แตกต่างกันออกไป ตามความจำเป็น และลักษณะขององค์กรและโครงการที่เกี่ยวข้องแต่ละองค์กรจึงต้องแสวงหาเทคนิคและวิธีการในการประเมินผลลัพธ์ของตนเอง เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับเป้าหมายของการให้บริการ และเรียนรู้ที่จะปรับปรุงเทคนิคและวิธีการให้ดีขึ้นไปตามลำดับ

นอกจากนั้น ในกรณีของหน่วยงานภาครัฐ ประเด็นของผลลัพธ์จะไม่ใช่ผลกำไรหรือค่าใช้จ่ายในการผลิตและการดำเนินงาน หากแต่เป็นประโยชน์จากงานให้บริการภาครัฐที่มิใช่เป็นตัวเลข เชิงปริมาณ ซี่งต้องการเทคนิคและวิธีการที่แตกต่างออกไป

(5)   หน่วยงานภาครัฐมีแผนบริหารราชการแผ่นดิน และนโยบายรัฐบาล ตลอดจนยุทธศาสตร์กระทรวงเป็นแนวทางที่เพียงพอในการบริหารงานภาครัฐ

ความจริงคือ มีแรงกดดันทั้งจากภายในหน่วยงานกำกับการปฏิบัติงานภาครัฐเองและจากภายนอกภาครัฐ ที่ต้องการเห็นการปรับปรุงและการปฏิรูปการบริหารงานโครงการสาธารณะ ทั้งในการแสดงความรับผิดชอบ ความโปร่งใส การส่งเสริมประสิทธิผลของโครงการ ซึ่งล้วนแต่เรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐต้องตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผลประกอบการของหน่วยงานภาครัฐในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องสาธารณะ และเป็นที่สนใจของภาคประชาสังคม และในระดับโลก

การกำกับติดตามและการประเมินผลโดยอิงผลลัพธ์ จึงต้องนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารโครงการสาธารณะ เพื่อที่จะใช้เป็นแนวทางในการช่วยผู้กำหนดนโยบาย และผู้ที่มีอำนาจการตัดสินใจในการตรวจจับดูความคืบหน้าและแสดงสถานะของผลกระทบของการดำเนินโครงการ ที่เป็นเรื่องของผลลัพธ์ซึ่งเหนือเกินกว่าปัจจัยการผลิตและผลผลิตของโครงการ

อย่างไรก็ดี การสร้างและธำรงรักษาระบบการกำกับและประเมินผลที่อิงผลลัพธ์ให้ยั่งยืนไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องการการผูกพันเป็นพันธะอย่างต่อเนื่องจนจบ  กรอบเวลาที่กำหนด ตลอดจนความพยายามและทรัพยากรในการทำโครงการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามลำดับ อีกทั้งยังต้องฝ่าฟันความท้าทายทางการเมือง ด้านโครงสร้างองค์กรและทางเทคนิคอีก ทำให้ระบบการกำกับและประเมินผลที่อิงผลลัพธ์ยังต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับลักษณะโครงการ

(6)   การวัดผลลัพธ์ไม่ได้ให้คุณค่าเพิ่มต่อกิจการนอกเหนือจากระบบประเมินผลปกติ

ความจริงคือ การวัดผลลัพธ์มีคุณค่าเพิ่มต่อกิจการมากมายหลายประการ

- ถ้าไม่ได้วัดผลลัพธ์ของการดำเนินงาน ก็ไม่สามารถสรุปได้ว่า โครงการมีความสำเร็จหรือล้มเหลว

- ถ้าไม่สามารถมองให้เห็นถึงความสำเร็จของโครงการ ก็ไม่อาจจะให้รางวัลหรือผลตอบแทนได้อย่างเหมาะสม

- ถ้าไม่สามารถกำหนดระบบผลตอบแทนบนความสำเร็จของการดำเนินโครงการ ก็อาจจะมีความเสี่ยงในการให้ผลตอบแทนแก่โครงการที่ประสบความล้มเหลว

- ถ้าไม่สามารถมองให้เห็นความสำเร็จของโครงการ ก็ไม่อาจจะเรียนรู้และใช้เป็นบทเรียนในการดำเนินงานต่อไป

- ถ้าไม่สามารถรับรู้ถึงความล้มเหลวในการดำเนินโครงการ ก็ไม่สามารถจะปรับปรุงให้ถูกต้องและไม่เกิดความล้มเหลวซ้ำอีก

- ถ้าสามารถจะแสดงสถานะมองผลลัพธ์ที่เป็นจริงได้ว่าประสบความสำเร็จ ก็จะสามารถเรียกร้องความสนับสนุนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสร้างประชานิยมได้

- การประเมินโครงการด้วยผลลัพธ์ เป็นเสมือนการมีเก้าอี้ที่มีขาครบ 4 ขา และมีความสมดุลย์กัน ไม่โยกเยก โดยเป็นระบบการป้อนข้อมูลกลับที่ดี (good feedback system) เพิ่มเติมจาก 3 ขาแรกคือ ระบบบริหารบุคลากรที่ดี ระบบงบประมาณที่ดีและระบบการรับผิดชอบที่ดี

 (7) ระบบการกำกับติดตาม (Monitoring) และระบบปริมนผล (Evaluation) ไม่ได้แตกต่างกันมาก

         ความจริงคือ ระบบการติดตาม เป็นหน้าที่ที่กระทำอย่างต่อเนื่อง ที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อยืนยันดัชนีชี้วัดบางเรื่องเป็นการเฉพาะเจาะจง เพื่อรายงานต่อผู้บริหารและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก ด้านความก้าวหน้าของการดำเนินงานเทียบกับวัตถุประสงค์ และการเบิกจ่ายเงินจากงบประมาณเทียบกับวงกันงบประมาณรวม

           ส่วนระบบการประเมินผล เป็นการค้นหาความก้าวหน้าของโครงการอย่างเป็นระบบเพื่อวัตถุประสงค์ได้โดยเฉพาะ ตั้งแต่การวางแผน การดำเนินงานจริงที่เกิดขึ้น และผลลัพธ์ที่ได้จากการดำเนินโครงการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดระดับความสำเร็จของโครงการเทียบกับเป้าหมาย ประเมินระดับประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ผลกระทบ และความยั่งยืนของการดำเนินงาน สิ่งที่ได้จากระบบประเมินผลคือ บทเรียนทั้งในด้านของความสำเร็จและความล้มเหลว เพื่อนำสู่กระบวนการในการปรับปรุงตนเอง (Self-improvement) ต่อไป

กุมภาพันธ์ 9, 2011 Posted by | Project Risk | , , , , , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

   

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 85 other followers