Risk Management Forum

ศูนย์ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับ การบริหารจัดการความเสี่ยง

ความเคลือบแคลงกิจกรรม CSR เพื่อสังคมหรือเพื่อใคร- เรื่องที่ 727

 

อาจารย์ จิรพร สุเมธีประสิทธิ์

sumetheeprasit@hotmail.com

http://chirapon.wordpress.com

0 13.10.57-1

กิจการทุกกิจการต่างออกมารายงานผลงานเพื่อสังคมของตน ภายใต้แนวทาง CSR กันไม่เว้นแต่ละปี

แต่ผลสำรวจขององค์กรและหน่วยงานต่างๆ ชี้ว่าสาธารณชนและสังคมตลอดจนผู้บริหารกิจการบางส่วนอาจจะยังมีความเคลือบแคลงสงสัย และบางรายถึงกับออกมาวิจารณ์ว่าร้ายกิจการและต่อต้านแนวคิดเกี่ยวกับ CSR

ประเด็นที่เป็นความเห็นทางลบของสังคมและของกิจกรรมเองต่อกิจกรรม CSR ของกิจการมีหลายประการ ได้แก่

ประการที่ 1

บางคนเห็นว่าความรับผิดชอบที่แท้จริงของกิจการควรจะอยู่ที่กลุ่มเจ้าของกิจการและผู้ถือหุ้นเท่านั้น ไม่ควรต้องวุ้นวายกับกลุ่มอื่นๆ การบังคับให้กิจการต้องทำ CSR จึงไม่เป็นธรรมและไม่ถูกต้อง

ประการที่ 2

บางคนเห็นว่ากิจกรรม CSR -องกิจการควรจะเน้นความรับผิดชอบแต่เฉพาะการดำเนินงานของตัวกิจการเองทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต หากการดำเนินงานของกิจการมีส่วนในการส่งผลกระทบทางลบต่อสังคม ก็ควรออกมารับผิดชอบแก้ไข เยียวยา ฟื้นฟูอยู่แล้วหากจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ประการที่ 3

บางคนวิจารณ์ว่ามีความขัดแย้งกันของวัตถุประสงค์การดำเนินธุรกิจกับวัตถุประสงค์ตามแนวคิด CSR โดยที่ที่คนวิจารณ์ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจและนักเศรษฐศาสตร์ที่มองวัตถุประสงค์ที่แท้จริงและชัดเจนของกิจการคือทำกำไรและสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้ถือหุ้นการดำเนินการใดๆที่นอกเหนือจากนี้อยู่นอกขอบวัตถุประสงค์ของการตั้งกิจการผู้บริหารจึงไม่ควรมีอำนาจในการเอาเงินทุนดำเนินงานของกิจการจำนวนมากหรือน้อยก็ตามไปใช้นอกวัตถุประสงค์

ประการที่ 4

การกล่าวหาว่าที่แท้จริงแล้ว กิจกรรม CSR ของกิจการให้ประโยชน์แก่สังคม น้อยมากหรือแทบจะไม่ได้มีประโยชน์ใด เป็นพียงการสร้างภาพของกิจการ หรือกิจการทำ CSR เพื่อหวังสร้างแบรนด์และเพิ่มยอดขายในอนาคต และประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับกิจการที่ทำ CSR ด้วยเงินเพียงเล็กน้อย เทียบกับสัดส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ความเห็นในทางที่เป็นลบและต่อต้านการทำกิจกรรม CSR ของแต่ละกิจการดังกล่าวมีมานานแล้วและยังคงพบเห็นได้ในทุกวันนี้

เรื่องนี้อาจจะพอจะยอมรับฟังได้ หากไม่ใช่เพราะว่าในระยะหลังๆนี้ บุคคล2กลุ่มจะออกมามีบทบาทและเรียกร้องกิจกรรม CSRจากกิจการต่างๆ

กลุ่มที่1 กลุ่มของผู้ถือหุ้นและนักลงทุนที่คาดหวังว่ากิจการจะทำกิจกรรม CSRและไม่อยู่ในข่ายของบริษัทที่มีส่วนทำลายหรือสร้างความเสี่ยหายแก่สังคมและสิ่งแวดล้อม
กลุ่มที่2 กลุ่มผู้บริโภค ที่เรียกร้องว่าตนต้องการมีส่วนร่วมและประสงค์จะบริโภคสินค้าและบริการที่ลดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และต้องกิจกรรม CSRที่เป็นความจริงใจ

ความท้าทายในเรื่องกิจกรรม CSR จึงกลับมาตกอยู่กับตัวกิจการว่าจะพิสูจน์และสร้างความไว้วางใจให้เกิดกับสังคมและสาธารณชนได้อย่างไรว่า แรงจูงใจในการทำกิจกรรม CSRไม่ได้มาจากการหวังผลประโยชน์เข้าตัวกิจการเอง หรือใช้ CSRสร้างผลประโยชน์แอบแฝง

แนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไปจากนี้ ทำให้วิธีการคิดและพิจารณาเรื่องกิจกรรม CSRของกิจการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

ประการที่1

กิจการจะต้องให้ความระมัดระวังกับการคิดและพิจารณาที่จะทำกิจกรรม CSRในระยะต่อไปมากกว่าในอดีต เพราะจะทำแบบส่งๆทำในเรื่องที่อยากทำแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ เพื่อไม่ให้ลูกค้าและสังคมมองว่าทำกิจกรรม CSR แบบอแบแฝงวัตถุประสงค์ทางการตลาด

ประการที่2

การทำกิจกรรมCSRจะเกิดผลในระดับที่เป็นที่ยอมรับได้ ก็ต่อเมือกิจการได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนเกิดผล มีคนเห็นกันโดยทั่วไปในวงกว้าง

ประการที่3

การจัดสรรเงินงบประมาณเพื่อทำกิจกรรมCSRก็ต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวัง เพราะมีเสียงวิจารณ์ง่ากิจการเต็มใจจะจัดสรรเงินงบประมาณเพื่อทำกิจกรรมCSR เพราะในปีที่ภาวะเศรษฐกิจเฟื่องฟู ซื้อง่ายขายคล่อง และรายรับของกิจการออกมาดีเท่านั้น

แต่ปีใดที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี รายรับของกิจการลดลง ก็จะระงับกิจกรรม CSRหรือลดวงเงินของการทำกิจกรรม CSRลงไป

สิ่งที่สาธารณชนเชื่อว่าควรจะเป็นคือ ยิ่งภาวะเศรษฐกิจไม้ดีกิจการก็ควรจะเข้ามาช่วยสังคมมากกว่าปกติ เพราะช่วงเวลาที่ไม่ดี สังคมจะมีปัญหามากกว่าปีที่ดีหรือปีปกติ

ประการที่4

กิจการเองก็ต้องให้ความระมัดระวังว่าเมื่อเอาจริงเอาจังกับการทำกิจกรรม CSRแล้วต้องไม่ทำให้ผลประกอบการรวมของกิจการแย่ลงไปจนเกินกว่าระดับที่ยอมรับได้หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ กิจการทำกิจกรรม CSRได้แต่ผลประกอบการต้องดีเหมือนเดิมเสมอ ผู้บริหารกิจการจึงต้องมีความสามารถในการจัดดุลยภาพในส่วนนี้ด้วย จึงจะทำให้เงื่อนไขนี้เป็นจริง

บางกิจการใช้วิธีการเลือกทำกิจกรรม CSR ที่ให้ผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม เพื่อจะลดแรงกดดันในเรื่องนี้ ซึ่งก็มีการโต้เถียงอีกว่าเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของการทำกิจกรรม CSR หรือมีเจตนาแอบแฝงหรือไม่

กิจการบางส่วนเลือกทำกิจกรรม CSR ที่มีเป้าหมายเน้นความยั่งยืนเพื่อให้ผลที่ได้สั่งสมหรืองอกเงยอย่างชัดเจนเมื่อเวลาผ่านไป

จะเห็นว่าการทำกิจกรรม CSRซึ่งกิจการคิดว่าน่าจะเป็นที่ชื่นชม อาจจะไม่เป็นไปตามความคาดหวังเสมอไป กิจการต้องทำความเข้าใจกับความท้าทายที่ยังคงมีอยู่มานานดังกล่าวไปให้ได้ จึงจะพบกับความคุ้มค่าอย่างแท้จริงในการทำกิจกรรม CSR

สิ่งหนึ่งที่กิจการไม่ควรมองข้ามในการต่อสู้กับความท้าทายทั้งหลายคือ การปลูกฝังวัฒนธรรมทำอะไรแล้วต้องยั่งยืนไว้ภายในกิจการให้ได้ เพื่อใช้เป็นจุดยืนในการพัฒนากิจกรรม CSR

 

สนใจเชิญบรรยายหัวข้อนี้ติดต่อ sumetheeprasit@hotmail.com

 

กรกฎาคม 26, 2015 Posted by | CSR | ใส่ความเห็น

NEW CSR ต้องทำอย่างแผนกลยุทธ์ – เรื่องที่ 726

อาจารย์ จิรพร สุเมธีประสิทธิ์

sumetheeprasit@hotmail.com

http://chirapon.wordpress.com

1.a3.4.57

ในสังคมธุรกิจปัจจุบันนี้ กิจกรรม CSR (Corporate Social Responsibility) กลายเป็นเงื่อนไขทางสังคมและกฎของสังคมที่กิจการเลือกไม่ได้ จึงไม่ใช่ว่ากิจการจะทำหรือไม่ทำ แต่เป็นประเด็นที่ว่าจะทำอย่างไรให้ได้ผลที่คุ้มค่า เทียบกับจำนวนทรัพยากร เวลา งบประมาณ และกำลังคนที่ใช้ไป

กิจกรรม CSR ในแนวทางใหม่ จึงต้องอยู่ในแผนกลยุทธ์ของกิจการ ทำอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่ทำเป็นครั้งคราว เมื่อว่างจากภาระงานหรือการดำเนินกิจการตามปกติ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มดังกล่าวจะต้องมีการสื่อสารให้แก่บุคลากรภายในองค์การรับรู้อย่างทั่วถึง และเข้าใจแจ่มชัดด้วย เพื่อจะได้มีส่วนร่วมอย่างถูกต้อง และเหมาะสม จนให้ผลที่คุ้มค่าแก่กิจการ

การยกเอาความคุ้มค่ามาอยู่ในแผนกลยุทธ์ที่เป็น กิจกรรม CSR ของกิจการมีความสำคัญ เพราะเมื่อเป็นแผนกลยุทธ์ก็ต้องกำหนดตัวชี้วัด และเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานอย่างชัดเจน

ความคุ้มค่าอาจจะถือว่าเป็นเกณฑ์ในการประเมินผลของแผนกลยุทธ์ที่เป็นกิจกรรม CSR เฉพาะในระยะสั้น ๆ ที่เปรียบเทียบผลดำเนินงานกับการลงทุนด้านทรัพยากร เวลา งบประมาณ และกำลังคน

แต่ถ้าเป็นเกณฑ์ประเมินผลในระยะยาวแล้ว ตอนนี้มาตรฐาน ISO 26000 ได้ยกคำว่า “ความยั่งยืน” หรือ Sustainability ขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณา

โดยความยั่งยืนที่ว่านี้มีความหมาย 2 นัยคือ

  • ความยั่งยืนของตัวกิจการที่ทำกิจกรรม CSR คือ เกิดมูลค่าเพิ่มแก่กิจการ เช่น ชื่อเสียงภาพลักษณ์ของกิจการที่ดีขึ้น สถานะและตำแหน่งทางการตลาดของแบรนด์จากกิจกรรม CSR ความไว้วางใจของลูกค้า ชุมชน และสังคม
  • ความยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นผลมาจากการทำกิจกรรม CSR ของกิจการอย่างเหมาะสม ซึ่งความยั่งยืนในส่วนนี้ไม่ได้ปรากฏในตัวกิจการเอง

ทั้งหมดนี้มาจากผลของความเปลี่ยนแปลงในทัศนคติในการทำกิจกรรม CSR ของกิจการที่เป็นหนึ่งในแผนกลยุทธ์

ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาในแผนกลยุทธ์ได้แก่

ประการที่ 1

ทุกกิจการล้วนแต่มีส่วนในการสร้างความเสียหายให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ด้วยทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ขณะที่ไม่มีกิจการใดที่กล้าออกมาบอกว่าธุรกิจของตน ไม่ได้สร้างความเสียหายแม้แต่น้อย

ประการที่ 2

กิจกรรม CSR ที่เคยทำมาในอดีต ที่ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมการกุศล เป็นรูปแบบกิจกรรมที่ล้าสมัยและใช้ไม่ได้อีกต่อไป

เพราะในอนาคตทุกกิจการต้องพยายามทำดีให้มากขึ้น ไม่ใช่ทำไม่ดีน้อยลง (do more good , not just less bad)

ประการที่ 3

กิจกรรม CSR ไม่สามารถผลักดันให้เป็นภาระของฝ่ายงานใดฝ่ายงานหนึ่งเท่านั้น ที่ต้องรับผิดชอบแทนองค์กรทั้งหมด

แต่ต้องให้บุคลากรทุกคนในทุกฝ่ายงานทั่วทั้งองค์กรต้องมีส่วนร่วม และบูรณาการกิจกรรม CSR ในระหว่างการดำเนินงานของกิจการ

ประการที่ 4

กิจการอาจจะต้องพิจารณากำหนดแรงจูงใจหรือระบบการให้รางวัล ผลตอบแทน แก่ผลปฏิบัติงานด้านกิจกรรม CSR ของบุคลากรอย่างมีแบบแผน เช่นเดียวกับการปฏิบัติงานในปัจจุบัน หรือให้เกิดการยอมรับว่ากิจกรรม CSR เป็นส่วนหนึ่งของภาระงานรายตำแหน่ง

ประการที่ 5

พันธกิจหรือวัตถุประสงค์ของกิจการ อาจจะต้องเพิ่มเรื่องของการดำเนินงานตามแนวคิดกรีนไว้อย่างชัดเจน แยกออกไปต่างหากจากวัตถุประสงค์ในด้านการบรรลุผลตอบแทนที่เป็นตัวเงิน หรือความคุ้มค่าทางการเงินและทางเศรษฐศาสตร์

และเพื่อเปลี่ยนจากความคิดว่ากิจกรรม CSR เพิ่มภาระและค่าใช้จ่ายดำเนินงานเป็นหนึ่งในพันธกิจของกิจการที่ทุกกิจการไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้

ประการที่ 6

แนวทางที่กิจการส่วนใหญ่พิจารณาในขณะนี้ คือ ทำอย่างไรจึงจะเพิ่มขนาดของการประกอบการได้เป็นเท่าตัวโดยไม่ทำให้เกิดผลกระทบทางลบเพิ่มเติม ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนโลกทั้งใบนี้

และทำอย่างไรที่กิจการจะยิ่งลดผลกระทบทางลบลงไป ในระหว่างการเพิ่มขึ้นของการเติบโตของกิจการ

ประการที่ 7

ผู้บริหารกิจการไม่ควรจะดำเนินงานแผนกลยุทธ์ CSR ตามลำพังอีกต่อไป หากแต่มีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาขอความสนับสนุนจาก

  • ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง
  • ภาคีเครือข่ายความร่วมมือ
  • ชุมชนที่อยู่รอบ ๆ สถานที่ตั้งประกอบการ

การสนับสนุนจากผู้ที่เกี่ยวข้องภายนอกนี้ มีความสำคัญมาก เพราะทำให้กิจการสามารถกำหนดเป้าหมายของแผนกลยุทธ์กิจกรรม CSR ในด้านที่ไม่ใช่ตัวเงินได้อย่างเต็มที่ และสามารถนำเอาความยั่งยืนในระยะยาวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมาย ที่ทำให้กิจการยึดมั่นในพันธะผูกพันที่จะทำกิจกรรม CSR อย่างต่อเนื่อง

ประการที่ 8

แม้ว่ากิจการจะเพิ่มความสำคัญของแผนกลยุทธ์ CSR จนโดดเด่นขึ้น ก็ไม่ได้ทำให้ภารกิจของกิจการลดความสำคัญลงไป ภารกิจหลักของกิจการยังคงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่สุดต่อไป

ในกิจการที่มุ่งแสวงหากำไร กำไรยังคงเป็นผลลัพธ์ที่มาจากกิจกรรม CSR

และในกิจการที่เป็นหน่วยงานภาครัฐ ที่ไม่ได้มุ่งหวังกำไร ผลลัพธ์ในด้านความกินดีอยู่ดีของสังคม บริการสาธารณะยังคงเป็นสิ่งแรกที่กิจการภาครัฐจะต้องดำเนินการให้บรรลุผล

ประการที่ 9

การปรับโครงสร้างของธุรกิจของกิจการ และรูปแบบของผลิตภัณฑ์สู่นวัตกรรม เช่น กรีนโปรดักส์ ไม่สามารถทำให้กิการอยู่รอดทางธุรกิจได้ หากผลิตภัณฑ์นั้นไม่ได้มีคุณภาพดีเท่าเดิม หรือดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และไม่ได้มีระดับราคาที่ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์เดิมห่อนหน้านั้น

กิจการที่ไม่อาจจะปรับปรุงโครงสร้างของต้นทุนการผลิตและต้นทุนการดำเนินงานให้มีความได้เปรียบด้านระดับราคาได้ ยากที่ประสบความสำเร็จในการปรับตัวธุรกิจสู่ความเลิศของกิจกรรม CSR หรือกรีนได้

การให้ความสำคัญกับกิจกรรม CSR จึงเท่ากับการให้ความสำคัญกับการค้นหาและสร้างนวัตกรรมของกิจการ ที่นำไปสู่มูลค่าเพิ่มแก่กิจการ เมื่อใดที่ไม่มีนวัตกรรม ก็อาจจะไม่มีผลงานของกิจกรรม CSR ด้วย

ประการที่ 10

กิจการส่วนใหญ่ในขณะนี้ แยกแผนกิจกรรม CSR ออกจากแผนการทำกิกรรมการกุศล การทอดกฐิน การทำกิจกรรมตามประเพฯของท้องถิ่น ซึ่งมักจะเน้นการร่วมบริจาคเงิน หรือนำเงินไปซื้อสิ่งของบริจาค ซึ่งยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความดีของกิจการ

แต่ไม่ใช่แนวคิดใหม่ของกิจกรรม CSR ที่เป็นกิกรรมที่แตกต่างกันออกไปจากการทำการกุศล

เพราะกิจกรรม CSR คิดจากวงในออกไปหาวงนอกกิจการ หรือเริ่มต้นพิจารณาจากโมเดลทางธุรกิจ ไปหาสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงถือว่าเข้าองค์ประกอบของแผนกลยุทธ์ของกิจการ ที่เป็นการวางตัวตนของกิจการในแวดวงธุรกิจ

ประการที่ 11

การทำกิจกรรม CSR ที่เป็นแผนกลยุทธ์ของกิจการใด ๆ คงยากที่จะเผชิญหน้ากับการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการดำเนินงาน ซึ่งกิจการส่วนใหญ่ยอมรับได้ หากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเป็นการเพิ่มเฉพาะโครงการ หรือเฉพาะบางผลิตภัณฑ์

แต่โดยภาพรวมหรือต้นทุนเฉลี่ยจะต้องลดลง หรือทำให้รายรับจากการดำเนินงานโดยสุทธิเพิ่มขึ้นได้มากกว่า

ในบางกิจการ ต้นทุนอาจจะเพิ่มขึ้นในบางผลิตภัณฑ์ แต่ลดลงในบางผลิตภัณฑ์ในลักษณะที่ชดเชยกัน

ประการที่ 12

การลงทุนในกิจกรรม CSR ในลักษณะของแผนกลยุทธ์ มีแนวโน้มที่จะไม้ได้ดำเนินงานตามลำพังเป็นรายกิจการเหมือนในอดีต

กิจการที่เป็นผู้ในนวัตกรรมของกิจกรรม CSR ได้นำเอากิจการอื่นในห่วงโซ่อุปทานมาร่วมทำกิจกรรม CSR แบบบูรณาการร่วมกัน ตั้งแต่กิจการที่เป็นแหล่งวัตถุดิบ ซับพลายเออร์ กิจการที่ทำหน้าที่โลจิสติกส์ และการกระจายสินค้า และกิจการค้าส่ง-ค้าปลีก

ขณะเดียวกัน กิจกรรม CSR ส่วนหนึ่งนั้นเป็นเรื่องของการส่งเสริม ผลักดัน ให้การศึกษาโดยตรงและโดยอ้อมแก่ลูกค้าเป้าหมาย ตลอดจนผู้บริโภคทั่วไป ในการเป็นผู้ร่วมทำกิจกรรม CSR

ประการที่ 13

ในอนาคต กิจการชั้นนำที่มีขนาดใหญ่ของโลก มีแนวโน้มจะวางเป้าหมายกิจกรรม CSR ที่ท้าทายมากขึ้น ถึงขนาดจะทำให้การผลิตไม่มีส่วนใดเลยที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่น่าวิตกเป็นปัญหาระดับโลกในทุกวันนี้

นั่นหมายถึงการปรับกระบวนการผลิต การจำหน่าย และการะบวนการบริหารจัดการทั้งหมด ไปจนถึงกระบวนการบริหารขยะจากสินค้าหมดสภาพการใช้งานของลูกค้า โดยบางกิจการได้วางเป้าหมายที่จะดำเนินการให้ได้ภายในปี ค.ศ.2020

ประการที่ 14

กิจกรรม CSR จะต้องแยกออกจากกิจกรรมการประชาสัมพันธ์หรือ PR กิจการอย่างสิ้นเชิง เพราะเรื่องของกิจกรรม CSR เป็นเรื่องของสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม

ซึ่งกิจการจะต้องออกมาเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ว่าได้ทำผลงานใดไปบ้าง และมีการกด “Like” จากผู้ที่เกี่ยวข้องและรับรู้หรือไม่

ในขณะที่การประชาสัมพันธ์หรือ PR เป็นเพียงการให้ข้อมูลหรือรายงานเพื่อทราบ โดยไม่ได้เปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็น นอกจากการซักถามเพิ่มเติมในข้อสงสัย ในประเด็นที่ชี้แจงไม่ชัดเจน

ส่วนเป้าหมายของกิจกรรม CSR เป็นเรื่องของ “Clean up and Green up” ที่มาจากความคาดหวังของผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่จับจ้องภายนอกด้วยว่า กิการแคร์และห่วงใยสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง จริงใจ และจริงจัง

ซึ่งจนกว่ากิจการจะเคลียร์ความเคลือบแคลงสงสัยเหล่านี้ให้หมดไปได้ กิจการจะไม่สามารถบรรลุผลของกิจกรรม CSR

 

สนใจเชิญบรรยายหัวข้อนี้ติดต่อ sumetheeprasit@hotmail.com

 

กรกฎาคม 21, 2015 Posted by | CSR | ใส่ความเห็น

Triple Bottom Lines กำไร 3 ชั้นของกิจกรรม CSR -เรื่องที่ 725

อาจารย์ จิรพร สุเมธีประสิทธิ์

sumetheeprasit@hotmail.com

http://chirapon.wordpress.com

WP_20150518_08_51_52_Pro

ในอดีต ความสำเร็จของการประกอบการต่าง ๆ ที่มุ่งแสวงหากำไร หรือ Bottom Line คือ ผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Performance) ทำให้กิจการต่าง ๆ สนใจที่ตัวเลขทางบัญชี ให้ความสำคัญกับบัญชีบริหาร เพื่อที่จะบริหารรายการที่เป็นตัวเลขสำคัญในทางบัญชี

แต่เมื่อเกิดแนวคิดใหม่เกี่ยวกับกิจกรรม CSR หรือกิจกรรมที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ ระบบการประเมินผลประกอบการของกิจการจึงเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

คำว่า Bottom Lines ที่ใช้มาก่อนหน้าที่จะเกิดการประเมินผลการดำเนินกิจกรรม CSR หมายถึง ผลกำไรสุทธิ ที่คำนวณจากรายได้หักด้วยรายจ่ายของกิจการที่ปรากฏในบรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุนของกิจการ ซึ่งจะมีผลประกอบการที่ดีเมื่อ

  • ผลตอบแทนทางการเงินจากการลงทุนเป็นบวก
  • การบริหารต้นทุนของเงินทุนให้อยู่ต่ำกว่าเพดานที่ยอมรับได้ ซึ่งจะทำให้กิจการมีกำไรหลังจากรวมต้นทุนทางการเงินกับต้นทุนดำเนินงานแล้ว
  • การบริหารต้นทุนดำเนินงาน ที่ประกอบด้วย ต้นทุนการผลิตหรือต้นทุนขาย ต้นทุนการขาย และต้นทุนการบริหาร

ส่วนคำว่า Triple Bottom Lines หมายถึง เกณฑ์การประเมินผลประกอบกี่ของกิจการที่พิจารณาในมุมมองอย่างกว้าง ซึ่งมีองค์ประกอบ 3 ส่วน

การพิจารณาผลประกอบการจะนำเอาทั้ง 3 ส่วน มาพิจารณาประกอบกัน ไม่ได้พิจารณาองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งเพียงด้านเดียว

องค์ประกอบที่ 1 ผลประกอบการที่เป็นผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ ที่เกิดกับกิจการ ซึ่งรวมทั้งผลประกอบการที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน ที่อยู่ในรายการค้างรับค้างจ่าย แต่สามารถนับมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ได้

 

องค์ประกอบที่ 2 ผลประกอบการของกิจการที่ก่อให้เกิดผลตอบแทนหรือประโยชน์ทางสังคม โดยเฉพาะการทำให้

1)      ความเป็นอยู่ของคนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันในสังคมดีขึ้น ในส่วนของตัวบุคคลในสังคม ซึ่งบุคคลที่ว่านี้รวมทั้งความเป็นอยู่ของบุคคลที่เป็นพนักงานและลูกจ้างของกิจการเองด้วย

2)      สภาพสังคมที่เป็นบรรยากาศ และสภาพแวดล้อมโดยรวมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของคนในปัจจุบันในสังคมให้ดีขึ้น

3)      สภาพแวดล้อมทางสังคมที่สร้างไว้รอท่าเพื่อหวังว่าจะทำให้คนรุ่นต่อ ๆ ไป (Next Generation) ดีขึ้นและได้ประโยชน์มากขึ้น

4)      ภาระค่าใช้จ่ายของคนในสังคมในส่วนที่ต้องจ่ายได้ลดลงไป ซึ่งอาจจะเป็นรายจ่ายจากการกระทำที่สร้างผลทางลบของบุคคลนั้นเอง หรือรายจ่ายที่บุคคลที่ได้รับผลกระทบทางลบต้องมีภาระจ่ายลดลงไป อันเนื่องมาจากการกระทำของบุคคลอื่น

องค์ประกอบที่ 3 ผลประกอบการของกิจการ ที่ไปมีส่วนในการก่อให้เกิดผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ

1)      สิ่งแวดล้อมที่เป็นพื้นดิน

2)      สิ่งแวดล้อมที่เป็นอากาศ

3)      สิ่งแวดล้อมที่เป็นน้ำกินน้ำใช้

4)      สิ่งแวดล้อมที่เป็นพืช สัตว์ในธรรมชาติ

5)      สิ่งแวดล้อมที่เป็นภูมิทัศน์

ผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์

การวัดและแสดงผลประกอบการของกิจการ ที่เป็นผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ตามองค์ประกอบที่สามารถดำเนินการได้ง่ายที่สุด และผลการวัดค่าค่อนข้างถูกต้อง แม่นยำมากที่สุด เพราะมาตรฐานการบัญชีได้พัฒนามารองรับแล้วเป็นส่วนใหญ่

ตั้งแต่ส่วนที่เป็นทรัพยากรหรือปัจจัยนำเข้า ไปถึงเงินสดที่ไหลเข้า-ออกจากกิจการ สินทรัพย์ทางการเงิน สินทรัพย์หมุนเวียนจากการดำเนินงาน และสินทรัพย์ถาวร ตลอดจนหนี้สินแต่ละประเภท

ผลประกอบการของกกิจการทางเศรษฐศาสตร์จึงเน้นทูลค่าที่วัดเป็นตัวเงินได้ และกำหนดสิ่งที่เรียกว่า “Net Worth” ของกิจการ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง

ผลตอบแทนทางสังคม

การวัดและแสดงผลประกอบการของกิจการที่เป็นผลตอบแทนทางสังคม จะมีความยุ่งยากและซับซ้อนมากกว่าการวัดผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ เพราะ

  • ต้องนิยามคำว่าผลตอบแทนทางสังคมให้ชัดเจน
  • ต้องระบุเกณฑ์และวิธีการในการวัดผลตอบแทนทางสังคมที่เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับได้

อย่างไรก็ตาม มีการกำหนดนิยามของผลตอบแทนทางสังคมว่าควรจะครอบคลุมถึง

  • การไม่มีอุบัติเหตุ หรืออันตรายใด ๆ เกิดขึ้นกับบุคลากรภายในกิจการและภายนอกกิจการ
  • การชดเชย เยียวยา ฟื้นฟูสภาพของบุคลากรภายในกิจการ และบุคคลภายนอกกิจการที่ประสบอุบัติเหตุ หรือได้รับอันตรายจากกิจการอย่างเหมาะสม
  • การจัด ปรับปรุงสภาพแวดล้อมในระหว่างการปฏิบัติงาน และระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว
  • การบูรณาการ ฟื้นฟู ปรับปรุง สภาพแวดล้อมจนมาตรฐานการดำรงชีวิต ความเป็นอยู่ของบุคคลดีขึ้น
  • ความมั่งคั่ง การเพิ่มพูนของทรัพย์สินของบุคลากรในกิการและภายนอกกิจการ
  • ความสุข ความพอใจที่เพิ่มขึ้นของบุคลากรภายในกิจการและภายนอกกิจการ

ผลตอบแทนด้านสิ่งแวดล้อม

เป็นการวัดผลประกอบการของกิจการ ที่พยายามมีส่วนร่วมในการ

  • อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
  • เยียวยา ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม
  • ดูแล รักษา ทะนุบำรุงสิ่งแวดล้อม
  • ลดขนาดของผลกระทบที่จะเกิดกับสิ่งแวดล้อมจนเป็น 0

การดำเนินการในส่วนนี้ จะเน้นการวัดว่ากิจการได้พิจารณาวงจรการดำเนินกิจการของตนเอง ตั้งแต่ต้นจนจบอย่างครบถ้วนและครอบคลุม เพื่อดูว่าสินค้าและบริการมีผลต่อสิ่งแวดล้อมในทางลบอย่างไรบ้าง และกิจการได้กิจกรรม CSR ใดบ้างที่เกี่ยวข้อง

การยอมรับการแสดงผลประกอบการของกิจการบนหลักการ Triple Bottom Lines ทำให้กิจการสามารถยืนยันแก่สังคมได้ว่า ปรัชญาและแนวทางการดำเนินงานของกิจการเป็นแบบกว้างขวาง มีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบผลที่เกิดขึ้นได้ทั้งในระดับผลตอบแทนทางสังคมและผลตอบแทนด้านสิ่งแวดล้อม

และที่สำคัญ ผลประโยชน์ทางธุรกิจไม่ได้ขัดแย้งแต่อย่างใดกับผลประโยชน์ทางสังคม และผลประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม และผลประโยชน์ทั้ง 3 ด้านนี้อยู่ในกระบวนการคิดและวางแผนกลยุทธ์ของกิจการทั้งหมด

 

สนใจเชิญบรรยายหัวข้อนี้ติดต่อ sumetheeprasit@hotmail.com

 

 

กรกฎาคม 13, 2015 Posted by | CSR | ใส่ความเห็น

CSR ตาม ISO 26000 นิยามใหม่และทำไมต้องทำ -เรื่องที่ 724

อาจารย์ จิรพร สุเมธีประสิทธิ์

sumetheeprasit@hotmail.com

http://chirapon.wordpress.com

0  23.12.57-7

กิจการสมัยก่อนไม่ค่อยกังวลและพูดถึงกิจกรรม CSR (Corporate Social Responsibility) มากนัก เพราะไม่ได้มีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดอะไรมากนัก มีเวลาว่างเมื่อใด มีกำไรจากการดำเนินงานแล้ว เกิดวิกฤติการณ์ ความทุกข์ร้อนในสังคมเมื่อใด กิจการก็ออกไปมีส่วนร่วมบ้างเท่านั้น

แต่ในโลกธุรกิจภายใต้ห้วงเวลาของศตวรรษ 21 กิจกรรม CSR กลายเป็นเงื่อนไขด้านกฎเกณฑ์ซึ่งทุกกิจการจะต้องปฏิบัติตาม เพราะคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC หรือ กลต.) ทั่วโลกได้ออกมาเป็นประกาศอย่างชัดเจนว่า บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะต้องมีกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมหรือกิจกรรม CSR และมีการเปิดเผยผลงานเป็นข้อมูลแก่นักลงทุนอย่างเหมาะสมด้วย

ความสำคัญของกฎเกณฑ์เรื่อง CSR ยิ่งมีความชัดเจนขึ้น เมื่อองค์การ ISO ได้ตัดสินใจประกาศมาตรฐาน ISO 26000 ที่ใช้กำกับกิจกรรม CSR เป็นการเฉพาะ

ด้วยเหตุนี้ กิจการในโลกนี้ก็จำเป็นต้องมีพฤติกรรมในกิจกรรม CSR ตามกฎเกณฑ์และกระแสความสนใจของประชาคมโลก ในด้านกิจกรรม CSR ไม่ว่าจะมีขนาดของการประกอบการเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่าจะดำเนินกิจการประเภทใดก็ตาม

นิยามของกิจกรรม CSR ตามแนวคิดใหม่ จึงแตกต่างออกไปจากแนวคิดเดิม หลายประการ ดังนี้

ประการที่ 1

กิจกรรม CSR เป็นกิจกรรมที่พิจารณาจากภายในกิจการออกไปสู่ส่วนที่เป็นสังคมภายนอกกิจการ

โดยการเริ่มคิดจากลักษณะ รูปแบบ กระบวนการดำเนินกิจการว่ามีส่วนใดที่อาจจะส่งผลกระทบทางลบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมบ้าง ซึ่งกิจการควรจะรับผิดชอบนำไปประกอบการทำแผนกลยุทธ์เป็นกิจกรรม CSR ของกิจการ

ประการที่ 2

สังคมภายนอก จะเริ่มคิดจากวงในออกไปหาวงนอกเช่นกัน

โดยการคิดถึงสังคมภายนอกจะเริ่มจาก

  • บุคลากรที่ทำงานในกิจการ ที่อาจจะได้รับผลกระทบทางลบจากการดำเนินงานของกิจการ รวมถึงบุคลากรที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวด้วย
  • ครอบครัวของบุคลากร ที่จะได้รับผลกระทบทางลบจากการที่บุคคลในครอบครัวเข้ามาทำงานเป็นบุคลากรในกิจการ ต้องปฏิบัติงานและทำตามรูปแบบการดำเนินงานของกิจการ
  • บุคลากรของผู้ให้บริการที่เป็น Outsourcing ที่ควรจะได้รับการดูแล คำนึงถึงเสมือนบุคลากรที่เป็นพนักงาน ในฐานะลูกจ้างประเภทหนึ่งของกิจการ
  • คนที่อยู่อาศัยแวดล้อมสถานที่ทำการของกิจการ
  • ซับพลายเออร์ที่เป็นคู่ค้า คู่สัญญากับกิจการในระหว่างการดำเนินกิจการตามปกติในงานประจำวัน
  • ลูกค้าเป้าหมายของกิจการ
  • ผู้ที่ได้รับผลกระทบทางลบจากการที่ลูกค้าของกิจการใช้ประโยชน์ในสินค้าและบริการของกิจการ
  • บุคคลทั่วไปที่ไม่มีความรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน

ประการที่ 3

การดำเนินงานของกิจการ ที่ใช้ในการพิจารณาเพื่อทำกิจกรรม CSR มี 3 ระดับ

  • CSR As Process การพิจารณารูปแบบการดำเนินงานก่อนการทำแผนดำเนินงานจริง ว่าจะไม่ให้กระบวนการดำเนินงานของกิจการสร้างผลกระทบทางลบ หรือลดผลกระทบทางลบต่อสังคม และรำไปใช้ในระหว่างกระบวนการจัดซื้อ งานการผลิตของกิจการเอง งานการจำหน่ายสินค้าและบริการ
  • CSR In Process การพิจารณาที่ตัวคู่สัญญา คู่ค้า ที่เป็นกิจการหรือบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องกับกิจการในการดำเนินงานร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน เช่น เป็นแหล่งวัตถุดิบ เป็น Outsourcing เป็นซับพลายเออร์ เป็นกิจการรับขนส่ง เป็นกิจการค้าส่ง-ค้าปลีก และเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทาน
  • CSR After Process การพิจารณาว่าหลังจากสิ้นสุดกระบวนการนำส่งผลผลิตของกิจการแก่กลุ่มเป้าหมายแล้ว กิจการยังไม่หมดความรับผิดชอบ ยังต้องติดตามผลว่าการใช้ประโยชน์ในสินค้าและบริการส่งผลกระทบทางลบอย่างไร และควรจะเข้าไปถึงตัวผู้ใช้ประโยชน์เพื่อปรับลดผลกระทบดังกล่าว หรือการทิ้งตัวสินค้าและบริการหลังจากหมดประโยชน์หรือหมดอายุการใช้งานสร้างผลกระทบทางลบหรือไม่ หากเกิดผลกระทบทางลบอาจจะตามไปทำกิจกรรม CSR

ประการที่ 4

กิจกรรม CSR ไม่ใช่กิจกรรมสาธารณกุศลโดยทั่วไปหรือการบริจาคขั้นพื้นฐาน การบริจาคเงิน

โดยกิจการต้องแยกกิจกรรม CSR ออกจากงานการกุศลที่กิจการทำอยู่ เพราะงานการกุศลไม่ได้ถือเป็นแผนธุรกิจที่ผูกพันกับการดำเนินกิจการ

ทั้งนี้ กิจกรรม CSR ถือว่าเป็นแผนกลยุทธ์ และเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในระหว่างการวางแผนธุรกิจของกิจการ ที่ควรจะมีตัวชี้วัด วัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่ชัดเจน

ประการที่ 5

กิจกรรม CSR เป็นกิจกรรมที่มีโอกาสเกี่ยวข้องกับบุคลากรทุกคนและทุกระดับในกิจการ หากแผนกลยุทธ์ที่มีกิจกรรม CSR อยู่ในแผน ระบุว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลใด

ประการที่ 6

เป้าหมายหนึ่งของกิจกรรม CSR ต้องเป็นสิ่งที่มาจากการประเมินผลตอบรับ การรับรู้ของสังคม ชุมชนเกี่ยวกับกิจกรรม CSR ของกิจการ

ซึ่งแตกต่างจากแผนกลยุทธ์โดยทั่วไปที่อาจจะใช้การวัดผลจากการประเมินภายในกิจการเอง

เพราะเป้าหมายขั้นต้นของการทำกิจกรรม CSR คือ การตอบสนองต่อความคาดหวังของสังคม หรือกฎของสังคม ชุมชน และผู้ที่เกี่ยวข้องภายนอกด้วย

กิจกรรม CSR จึงคิดเองและทำเองโดยบุคลากรภายในกิจการเองแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่ได้

ประการที่ 7

การดำเนินกิจกรรม CSR ควรจะบอกได้ว่าอิงตามเกณฑ์หรือมาตรฐานใด เพื่อให้มั่นใจว่ากิจกรรม CSR นั้นจะเป็นที่ยอมรับ เชื่อถือได้ และเกิดความไว้วางใจ ไม่มีความเคลือบแคลง สงสัย จากผู้ที่เกี่ยวข้อง

ประการที่ 8

กิจกรรม CSR มักเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับนวัตกรรมที่เป็นความเปลี่ยนแปลงภายในกิจการ ซึ่งมีผลกระทบทางบวกหรือช่วยลดผลกระทบที่เป็นการทำร้ายหรือการทำลายสังคม และสิ่งแวดล้อม

หากไม่มีนวัตกรรมใดในกิจการเกิดขึ้นก็อาจจะไม่ถือว่าเป็นกิจกรรม CSR เพราะตัวกิจการไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงใด ๆ

ประการที่ 9

กิจกรรม CSR ยังคงมาจากความสมัครใจ ความเต็มใจ และความมุ่งมั่นของกิจการ ที่จะปรับปรุงรูปแบบของการดำเนินงานที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น ยังไม่ใช่ประเด็นภาคบังคับแบบเป็นกฎหมาย แต่ถือว่ากิจกรรม CSR อยู่ภายใต้แรงกดดันที่ถือว่าเป็น “ กฎเกณฑ์และความคาดหวังของโลก” ที่มีต่อกิจการที่ยังคงดำเนินอยู่ในปัจจุบัน

ยกเว้นกรณีที่รัฐบาลหรือหน่วยงานภาครัฐในบางประเทศ ที่ได้ออกกฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ควบคุมการดำเนินกิจการที่อาจจะมีผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

ซึ่งทำให้ประเด็นของกิจกรรม CSR เป็นเรื่องที่กิจการต้องมีการกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (Compliance)

และอีกหลายกิจการก็ยอมรับว่าจะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานสากล โดยขอรับใบรับรองว่าองค์ประกอบของ Compliance จากความสมัครใจของกิจการลักษณะหนึ่ง

ประการที่ 10

ผลงานของกิจกรรม CSR อาจจะยังไม่สามารถตีค่าหรือนับมูลค่าในเชิงปริมาณ และบันทึกเป็นรายการทางบัญชีในผลประกอบการของกิจการนั้น ๆ ได้ เนื่องจากมาตรฐานการบัญชียังไม่รองรับไปถึงประเด็นนี้

แต่กิจการควรจะมีกระบวนการประเมินผล ติดตามผล เพื่อที่จะชี้แจงได้ว่า กิจกรรม CSR ของกิจการที่มาจากการพิจารณา การคำนึงถึงคนอื่น และมาจากความตั้งใจและการตัดสินใจของกิจการนั้นเกิดผลทางบวกหรือเกิดสิ่งที่ดีขึ้นอย่างไรบ้าง และนับรวมไว้ในรายงานผลประกอบการประจำปีของกิจการ

ประการที่ 11

ผลของกิจกรรม CSR ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับการบริหารราคาหุ้น หรือมูลค่าตลาดของกิจการ อย่างเป็นรูปธรรมเสมอไป

หากผลลัพธ์นั้นตกไปอยู่กับสังคมหรือสิ่งแวดล้อมโดยรวม เพราะขนาดการประกอบการของกิจการอาจจะเล็ก ทำให้ผลงานกิจกรรม CSR ของกิจการเพียงลำพังกิจการเดียวไม่อาจจะเปลี่ยนโลกทั้งใบ หรือชุมชนทั้งหมดได้

 

สนใจเชิญบรรยายหัวข้อนี้ติดต่อ sumetheeprasit@hotmail.com

 

 

กรกฎาคม 10, 2015 Posted by | CSR | ใส่ความเห็น

กิจกรรม CSR กติกาของเกมบริหารที่เปลี่ยนไป – เรื่องที่ 719

อาจารย์จิรพร สุเมธีประสิทธิ์

sumetheeprasit@hotmail.com

https://chirapon.wordpress.com

0 16.01.58

ความคาดหวังของผู้ที่เกี่ยวข้องภายนอกและภายในกิจการต่อการทำกิจกรรม CSR ของกิจการมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต ซึ่งกิจการจะต้องศึกษากติกาใหม่ของเกมการบริหารเกมนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเปล่าของการดำเนินงาน

ความเปลี่ยนแปลงของกติกาในการเล่นเกม “กิจกรรม CSR” ของกิจการคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของกิจการอย่างน้อย 3 ประเด็น คือ

  • การเพิ่มความชัดเจนเกี่ยวกับปรัชญาทางธุรกิจเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคม
  • การจัดเตรียมเครื่องมือและเทคนิคใหม่ที่ทำให้การดำเนินกิจกรรม CSR เกิดประสิทธิภาพและได้ประสิทธิผล
  • การเพิ่มศักยภาพ ความพร้อมความสามารถและสมรรถนะในการบริหารกิจกรรม CSR ให้เหมาะสมกับกติกาใหม่ของโลก

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการปรับตัวของกิจการต่อความเปลี่ยนแปลงของกติกาการทำกิจกรรม CSR ได้แก่

  • ความสามารถในการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในการจัดการและตอบโต้กับความเสี่ยงทางสังคม (Social Risk)
  • การบริหารความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะดีขึ้น
  • ความไว้เนื้อเชื่อใจ ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของกิจการในระยะยาวจะดีขึ้น
  • เกิดแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรมที่ช่วยดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม

สิ่งที่กิจการอาจจะนำไปใช้พิจารณาประกอบการดำเนินกระบวนการปรับตัวด้านกิจกรรม CSRตามกฎกติกาที่เปลี่ยนแปลงไป ได้แก่

ประการที่ 1

การดำเนินกิจกรรม CSR ตามกฎและกติกาใหม่ อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณทรัพยากรเพิ่มขึ้นเสมอไป แต่กิจการอาจจะมีต้นทุนของความเสี่ยง (Cost of Risk) ในช่วงที่ทำการปรับตัวหรือความเปลี่ยนแปลงในระยะแรกที่เป็นช่วงบุกเบิกหรือนำร่อง

ประการที่ 2

การปรับตัวเพื่อให้กิจกรรม CSR สามารถรองรับกฎและกติกาใหม่ เป็นเรื่องที่ทำได้ก็ต่อเมื่อกิจการมีศักยภาพและความพร้อมในการสร้างนวัตกรรม ซึ่งหากกิจการยังไม่พร้อมในส่วนนี้ ก็คงไม่อาจขับเคลื่อนการปรับตัวได้ และต้องมั่นใจว่าจะไม่ก่อให้เกิดความพร้อมในส่วนนี้ ก็คงไม่อาจขับเคลื่อนการปรับตัวได้ และต้องมั่นใจว่าจะไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงเกิดใหม่จากการใช้นวัตกรรมใหม่

ประการที่ 3

บางครั้งการบุกเดี่ยวในฐานะของกิจการที่บุกเบิกการปรับตัวในการทำกิจกรรม CSR อาจจะเป็นไปไม่ได้ หลายกิจการเช่นอุตสาหกรรมสิ่งทอจึงใช้การหารือ ชักชวนกิจการอื่นๆในอุตสาหกรรมเดี่ยวกัน เพื่อชักชวนให้หลายกิจการดำเนินกิจกรรม CSR บนแนวทางเดียวกันและโดยพร้อมเพียงกัน

เมื่อการดำเนินงานตามแนวทางใหม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ระยะหนึ่งแล้ว จึงค่อยต่างคนต่างทำ

ประการที่ 4

หากจะทำการปรับเปลี่ยนกิจกรรม CSR ให้เป็นไปตามกฎและกติกาใหม่ หากมีความพร้อมและพลังเพียงพอ กิจการควรตั้งเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงดีกว่าคอยเป็นผู้ตาม ที่รอคอยให้กิจการทำก่อนจึงค่อยทำตาม เพราะมูลค่า (Value) ของการเป็นผู้นำจะอยู่ที่กิจการด้วย นอกเหนือจากการได้ทำตามกฎและกติกาใหม่ และจะถูกกล่าวขวัญถึงโดยนักเคลื่อนไหวและสื่อมวลชนด้วย

ประการที่ 5

ในบางกิจการการวิเคราะห์และประเมินผลได้-ผลเสียจากการปรับกิจกรรม CSR ตามกฎและกติกาใหม่ ต้องทำด้วยความรอบคอบ หากเป็นกิจกรรมที่มีความซับซ้อน มีผลกระทบและผลลัพธ์ในวงกว้าง เพราะอาจจะมีบางประเด็นที่สำคัญและหลงลืมที่จะพิจารณาและคำนึงถึงไม่ได้ และอาจจะต้องชั่งน้ำหนักให้ดีก่อนการตัดสินใจ

กิจการควรให้เวลากับเรื่องนี้อย่างเพียงพอ และหากมีความจำเป็นอาจจะต้องดึงเอาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นอย่างเพียงพอ เพื่อให้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลและความคิดเห็นที่ครบถ้วน

ประการที่ 6

การคิดค้นและแสวงหานวัตกรรมในการส่งมอบและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงความยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อม ย่อมเป็นที่ปรารถนาและพึงประสงค์ของประชาคม แต่จะถือว่าประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อส่งผลดีและสร้างมูลค่าเพิ่มแก่กิจการด้วย

ซึ่งจะเป็นอย่างนั้นได้เมื่อนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ และตอบโจทย์ที่เป็นความคาดหวังของสังคม สินค้าและบริการที่มีนวัตกรรมทางด้านกรีนมากมายทีไม่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคและไม่อาจจะทำให้กิจการอยู่รอดได้

ประการที่ 7

บุคลากรยังคงเป็นสินทรัพย์หลักที่กิจการไม่ควรมองข้ามในการปรับเปลี่ยนกิจกรรม CSR ตามกฎและกติกาใหม่

กิจการจะประสบความสำเร็จในการปรับกิจกรรม CSR ได้จะต้องประสบความสำเร็จในการบริหารความสัมพันธ์กับบุคลากรภายในกิจการ บุคลากรของ Outsourcing บุคลากรของซับพลายเออร์ได้อย่างเพียงพอ

การขับเคลื่อนกิจกรรม CSR ด้วยพลังของบุคลากรมักจะทำให้กิจการสามารถรับผลประโยชน์ของการทำกิจกรรม CSR ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

กิจการจึงควรปรับแผนการทำกิจกรรม CSR ให้ใช้บุคลากรดังกล่าวมาแล้วเป็นศูนย์กลางของการดำเนินงานอย่างเพียงพอ เพราะคุณค่าของกิจการย่อมมาจากคุณค่าของบุคลากรด้วยส่วนหนึ่ง

ประการที่ 8

บางกรณีการทำกิจกรรม CSR ตามลำพังในแต่ละกิจการอาจจะไม่มีพลังขับเคลื่อนอย่างเพียงพอที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ในเชิงประจักษ์

กิจการอาจจะต้องปรับแผนงานกิจกรรม CSR เป็นแผนบริหารเครือข่ายความร่วมมือเพื่อให้เกิดพลังที่เพียงพอในการขับเคลื่อนความสำเร็จของกิจกรรม CSR

ประการที่ 9

การวัดผลและประเมินผลสำเร็จของการทำกิจกรรม CSR จะต้องใช้หลักการเดียวกันกับการวัดและประเมินผลดำเนินงานอื่นๆของกิจการคือ ใช้ Performance-driven เน้นให้เกิดการดำเนินกิจกรรม CSR ที่เน้นผลผลิตและผลลัพธ์ เกิดการใช้ประโยชน์ที่ชัดเจนด้วย

ในกรณีที่มีความจำเป็น อาจจะต้องพัฒนาตัวชี้วัดผลผลิต (Output KPIs) และตัวชี้วัดผลลัพธ์ในระยะยาวที่ควบคู่กัน (Outcomes or Impact KPIs)

 

สนใจเชิญบรรยายหัวข้อนี้ติดต่อ sumetheeprasit@hotmail.com

มิถุนายน 14, 2015 Posted by | CSR | ใส่ความเห็น

นวัตกรรม CSR ศตวรรษที่ 21 เน้นความยั่งยืนระยะยาว-เรื่องที่ 709

อาจารย์จิรพร สุเมธีประสิทธิ์

sumetheeprasit@hotmail.com

https://chirapon.wordpress.com

WP_20150509_12_51_53_Pro

การทำกิจกรรมเพื่อสังคมหรือ Corporate Social Responsibility ตามแนวทางบริหารกิจการสมัยใหม่ ไม่ได้มาจากความตั้งใจของกิจการเป็นหลักอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นเรื่องที่มีอิทธิพลมาจากพัฒนาการทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองที่เป็นอยู่ในระดับโลกและในระดับพื้นที่ จนส่งผลให้แต่ละกิจการต้องหันมาทบทวนโมเดลธุรกิจและกลยุทธ์การดำเนินงานของกิจการ เพื่อให้มั่นใจว่า CSR ของกิจการได้พิจารณาอย่างรอบคอบเกี่ยวกับผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม

แนวโน้มในอนาคตทำให้เชื่อว่าภาคประชาสังคมมีความคาดหวังว่า

  • กิจการจะมีส่วนในการช่วยดูแล รักษา เยียวยาอนุรักษ์สังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง และเน้นผลในเชิงประจักษ์
  • ผู้บริโภค พนักงานกิจการ กิจการในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ภาครัฐจะมีพฤติกรรมในทางบวกและส่งเสริมกิจการในการดำเนินการ CSR

พัฒนาดังกล่าวได้ทำให้กิจการต้องยอมรับว่าบทบาทและกิจกรรม CSR ของตนต้องขยายวงกว้างออกไป ไม่ใช่เพื่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของกิจการ หากแต่เพื่อสังคมโดยรวมอย่างแท้จริง เพียงแต่บางกิจการสามารถแสวงหาประโยชน์หรือเพิ่มความได้เปรียบในการที่ทำกิจกรรม CSR ตามแนวโน้มดังกล่าวได้อย่างเพียงพอ และมีองค์ประกอบที่ครบถ้วน

แนวโน้มในอนาคตของความคาดหวังต่อการทำกิจกรรมCSR ของกิจการมีประเด็นที่น่าสนใจหลายประการ

ประการที่ 1

มาตรฐาน CSR ในระดับสากลมีแนวโน้มที่จะขยับเข้ามาใกล้เคียงกันมากขึ้น

ภายหลังจากสภาองค์การ ISO ได้ออกโรงศึกษาและประกาศใช้ ISO 26000 : Social Responsibility ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มของการที่ทั่วโลกจะอยู่บนมาตรฐานของกิจกรรม CSR ได้

แนวทางปฏิบัติที่เป็นกิจกรรม CSR จึงมีแนวโน้มที่จะใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นกิจการขนาดใหญ่ กลาง หรือแม้แต่ขนาดเล็ก

ประการที่ 2

กิจกรรม CSR มีแนวโน้มจะเชื่อมโยงกับกลยุทธ์ระดับองค์กรมากขึ้น

แต่เดิมกิจกรรม CSR ของหลายกิจการอาจจะเป็นการกำหนดแผนงานจรขึ้นมาเพื่อทำกิจกรรม CSR บางอย่างในแต่ละปีเป็นเรื่องๆ ไป แต่เนื่องจากความสำคัญของ CSR ต่อความยั่งยืนของกิจการในระยะยาว ทำให้กิจการต้องใช้มุมมองใหม่กับ CSR และวางกิจกรรม CSR ไว้ในระดับกลยุทธ์ขององค์กรที่เป้นภาระผูกพันและต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องของกิจกรรมชั่วครั้งชั่วคราวอีกต่อไป

เมื่อ CSR เป็นเรื่องของกลยุทธ์ระดับองค์กร กิจการจึงต้องกำหนดโอกาสทางธุรกิจและโอกาสทางสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมจะแทรกกิจกรรม CSR ของกิจการให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเหมาะสม

ประการที่ 3

กิจกรรม CSR ได้เปลี่ยนวัตถุประสงค์การดำเนินงานจากกิจกรรมหรือความสนใจเสริมเป็นพิเศษสู่กิจกรรมที่เป็นหัวใจหลักของการดำเนินกิจการทุกประเภท และถูกจัดลำดับความสำคัญอยู่ในระดับสูงลำดับต้นๆ ที่มีการกำหนดวงเงินงบประมาณและได้รับการจัดสรรทรัพยากร เวลา บุคลากรมาดำเนินกิจกรรม CSR อย่างชัดเจน

ประการที่ 4

การบริหารต้นทุนของการทำกิจกรรม CSR เป็นแนวทางบริหารจัดการเกิดใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาและแยกเป็นการบริหารแนวใหม่ที่เรียกว่า “การบริหารต้นทุนเชิงกลยุทธ์” หรือ Strategic Cost Management

แนวคิดหลักของการบริหารต้นทุนของการทำกิจกรรม CSR คือ หากแทรกกิจกรรม CSR ในกระบวนงาน ภาระงาน และการดำเนินธุรกรรมตามปกติของกิจการได้ ไม่ต้องแยกกิจกรรมออกมาต่างหากและต้องเกิดต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มเติม กิจการก็จะสามารถประหยัดต้นทุนของการทำ CSR ได้

ในการดำเนินการบริหารต้นทุนส่วนนี้จะเปลี่ยนจากการเรียก CSR เฉยๆไปเป็น Strategic CSR แทนและถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือการสร้างแบรนด์และมูลค่าของกิจการในระยะยาว

นอกจากนั้น

นอกจากนั้น Strategic CSRได้เพิ่มเป้าหมายของการดำเนินงานออกไปสู่ลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายภายนอกที่อาจจะเป็น

  • ผู้บริโภค
  • ผู้ประกอบการอื่นในห่วงโซ่อุปทาน
  • ผู้ด้อยโอกาส ตกทุกข์ได้ยาก กลุ่มที่ไร้ความสามารถในการช่วยเหลือตนเองได้ตามลำพัง

นอกจากนั้น การบริหารต้นทุนยังขยายไปสู่การบริหารความคุ้มค่าของการลงทุนในกิจกรรม CSR ด้วย ซึ่งทำให้กิจกรรม CSR ต้องกำหนดเครื่องมือในการวัดผลลัพธ์ของการดำเนินงานให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนการดำเนินกิจกรรม CSR โดยต้องกำหนดเงื่อนไขและเกณฑ์ในการวัดผลการดำเนินงานของ CSR ว่าจะวัดผลลัพธ์ที่เกิดอย่างไร เพื่อที่จะได้รู้ว่าต้นทุนที่ใช้ไปกับกิจกรรมCSRมีผลที่คุ้มค่ามากน้อยเพียงใด

วิธีการวัดผลการทำกิจกรรม CSR อาจจะเป็นการวัด

  • ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
  • ผลตอบแทนทางสังคม
  • ผลตอบแทนทางด้านสิ่งแวดล้อม
  • ผลตอบแทนด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่กิจการ

ประการที่ 5

การทำกิจกรรม CSR ยังมีโอกาสที่จะสร้างนวัตกรรมได้อีก

นวัตกรรมของกิจกรรมCSRที่เห็นได้ชัดเจนมากขึ้นในตอนนี้คือคำว่า “ความยั่งยืน” หรือ Sustainability ซึ่งเน้นกิจกรรม CSR ที่ไม่ใช่เรื่องฉาบฉวย ซึ่งอาจจะครอบคลุมถึง

  • กระบวนการจัดหาวัตถุดิบ ปัจจัยนำเข้าสู่กิจการ
  • กระบวนการผลิตหรือแปรรูป
  • กระบวนการกำจัดขยะที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการที่ส่งมอบ
  • กระบวนการนำขยะ ของสูญเปล่าจากกิจการมาสร้างเป็นผลผลิตใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่ม

ทั้งนี้การทำกิจกรรม CSR อย่างมีนวัตกรรมจำเป็นต้องอาศัยตัวขับเคลื่อนสำคัญคือ

  • ความเป็น Learning Organization
  • โครงสร้างองค์กรหรือ Organizational Structure
  • องค์ประกอบทางสังคมที่เกี่ยวข้อง
  • ปรัชญาในการดำเนินงานอย่างมีจริยธรรมของกิจการ
  • สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เป็นสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ไม่เกิดภัยพิบัติ วิกฤติการณ์จนกระทบต่อการดำเนินงานโดยรวม ทำให้การดำเนินงานยังอยู่ในภาวะปกติ

สนใจเชิญบรรยายหัวข้อนี้ติดต่อ sumetheeprasit@hotmail.com

 

 

พฤษภาคม 10, 2015 Posted by | CSR | ใส่ความเห็น

ค้นหา Social Impact ตามกรอบแนวทางสหรัฐเพื่อวัดผล CSR ตอนที่ 4-เรื่องที่ 626

0 8.2557-mew book RMC

อาจารย์จิรพร สุเมธีประสิทธิ์

sumetheeprasit@hotmail.com

http//chirapon.wordpress.com

1.a.25.3.57

 

การพิจารณา CSR สมัยใหม่จึงเป็นกระบวนการวางแผนที่จัดทำเป็นขั้นตอนตั้งแต่การริเริ่มโครงการ การสำรวจความเป็นไปได้เบื้องต้น การร่างขอบเขต ไปจนถึงการนำเสนอ ได้รับอนุมัติ เริ่มดำเนินการ และปิดโครงการ/กิจกรรม หรือยุติ CSR ระหว่างทาง เนื่องจากนโยบายเปลี่ยนแปลง ซึ่งผลกระทบต่อสังคมของแต่ละระยะย่อมมีความแตกต่างกันออกไป บางระยะอาจจะยังไม่เกิดผลกระทบทางสังคมก็ได้

ระยะที่ 1 – การพัฒนานโยบาย โครงการและการค้นหาผลกระทบขั้นต้น

เมื่อกิจการเริ่มประกาศนโยบาย โครงการ CSR ควรจะมีการเริ่มต้นงานค้นหาผลกระทบพร้อมกันด้วย แม้ว่าสภาพแวดล้อมของสังคมและบุคคลจะยังไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริงก็ตาม

แต่สิ่งที่เกิดอาจจะเป็น

(ก) คำเล่าลือ

(ข) การพูดกันปากต่อปาก เกี่ยวกับโครงการ CSR

ซึ่งทำให้เกิด

(ก)    ความคาดหวัง

(ข)    ความกังวล

(ค)    การตื่นตัว ของกลุ่มคนในสังคม

ซึ่งแสดงว่าเกิดผลกระทบจากการป้อนข้อมูลข่าวสารให้แก่สังคม

สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาในขั้นตอนนี้คือ

(1)             กิจกรรมการสร้างการมีส่วนร่วม การเข้ามารับรู้ เริ่มพันธะผูกพันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียบางกลุ่ม ที่มีความจำเป็นต้องดึงเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้นโครงการหรือกิจกรรม CSR

(2)             การวางแผนระบบงานที่ใช้ในการบริหารจัดการงาน CSR

(3)             ประเด็นรวม Milestone ของงาน CSR

(4)             กิจกรรมการสร้างความสนใจ และการแจ้งข้อมูลแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

(5)             การเตรียมทรัพยากร อุปกรณ์ คน

(6)             งานติดต่อกับบุคลากร หน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้องเพื่อขออนุญาตของความเห็นชอบ ขอความร่วมมือ

(7)             การปรับเปลี่ยน ระเบียบ เงื่อนไข กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และจำเป็น

(8)             การกำหนดอำนาจหน้าที่การตัดสินใจ

ระยะที่ 2 – การวางแผนระดับกิจกรรม การเตรียมงบประมาณ และการวิเคราะห์ผลกระทบ

เมื่อได้รับงบประมาณในการดำเนินการ จะเริ่มเชื่อมโยงกิจกรรมหรือแผนคนกับแผนการเบิกจ่าย

ขั้นนี้จะเริ่มเตรียมกำหนดผลผลิตรายกิจกรรม และความจำเป็นในการค้นหาผลกระทบทางสังคม ตามรายของกิจกรรม

ระยะที่ 3 – เริ่มดำเนินกิจกรรม CSR

เริ่มกระบวนการจัดซื้อ จัดจ้าง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก การกำหนดตารางเวลาทำงานรายบุคคล

เริ่มมีผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคม อาจจะต้องการการตอบสนอง และปฏิสัมพันธ์กับสังคม ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และอาจจะเกิดแรงกดดัน ความเครียด ปฏิกิริยาตอบโต้

ระยะที่ 4 – สถานะของการดำเนินการ CSR สิ้นสุด กิจกรรมตามแผน

บุคลากรที่เกี่ยวข้องลดลงเหลือเพียงบางคนเท่าที่จำเป็น

ผลของกิจกรรมควรจะเกิดประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย ในการรับมอบผลผลิตจากโครงการ CSR

สังคม บุคลากรในสังคม ควรจะอยู่ระหว่างการปรับตัวกับผลผลิตที่ได้จาก CSR กิจกรรม บทบาท พฤติกรรมของบุคคลในสังคมควรจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง

ระยะที่ 5 – ระยะปิดโครงการ และงานติดตามผล

เป็นการติดตามการปรับตัวทางสังคม การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เกิดจริง การรวบรวมข้อมูล ทำการวิเคราะห์ ประเมินผลที่เกิดเทียบกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่กำหนด

 

 

สนใจเชิญบรรยายหัวข้อนี้ติดต่อ sumetheeprasit@hotmail.com

 

 

 

 

กรกฎาคม 20, 2014 Posted by | CSR, Social Return SROI | , | ใส่ความเห็น

ค้นหา Social Impact ตามกรอบแนวทางสหรัฐเพื่อวัดผล CSR ตอนที่ 3-รื่องที่ 625

0 8.2557-mew book RMC

 

อาจารย์จิรพร สุเมธีประสิทธิ์

sumetheeprasit@hotmail.com

http//chirapon.wordpress.com

 0.1 photo

ประการที่ 5

โมเดลพื้นฐานเพื่อการค้นหาผลกระทบทางสังคม

(1)   ความเชื่อมโยงระหว่าง EIA และ SIA

ผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของคนเป็นการมองในมุมที่ประกอบกันและแตกต่างจากผลกระทบของสภาพแวดล้อมด้านชีวกายภาพ เนื่องจาก

(ก)   ผลกระทบทางสังคมแตกต่างกันตามระดับความพึงพอใจรายบุคคล และความสามารถในการสร้างความพอใจ จึงมีความเป็นไปได้ทั้งบวกไปจนถึงลบ

(ข)   ผลกระทบทางสังคมยังแตกต่างกันในด้านขนาด (Scale) เช่น จำนวนการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เท่าเทียมกัน

(ค)   ระยะเวลาที่เกิดผลกระทบมีความสั้น-ยาวต่างกัน และวงของการเกิด (Time and Space)

บางกรณีอาจจะครอบคลุมตลอดชีวิตของคน และบางชุมชนผลกระทบทางลบอาจจะระงับได้ทันทีที่มีการแก้ไข แต่บางชุมชนกลับใช้เวลานาน เพราะปัญหาครอบคลุมในวงกว้าง

(ง)   ผลกระทบทางสังคม ยังมีความแตกต่างในด้านของความรุนแรง บางกรณีเกิดจำกัดอยู่ในพื้นที่เดียว แต่บางกรณีกระจายออกไปสู่พื้นที่อื่นด้วย

(จ)   ผลกระทบทางสังคมมีระดับของผลแตกต่างกัน เพราะบางกรณีอาจจะมีผลในลักษณะที่สะสม ไม่ได้เกิดเป็นครั้งๆไป

การพิจารณาผลกระทบทางสังคมยังต้องพิจารณาในมุมมองที่เกี่ยวข้องกับทุนทางสังคม (Social Equity) หรือการกระจายของผลกระทบต่อประชากรจำนวนมากน้อยเพียงใด

หากเหตุการณ์ที่เกิดมีผลต่อความเสียเปรียบหรือความอ่อนแอในบางส่วน ภาคกลุ่มของประชากรในเชิงลึก เช่น คนกลุ่มยากจน คนสูงอายุ คนว่างงานที่เป็นผู้หญิง หรือผู้เยาว์ ชนกลุ่มน้อย หรือมากกว่ากรณีกระจายตัวทั่วไป

นอกเหนือจากการรบกวนทางกายภาพที่มีผลต่อตัวมนุษย์ หรือผลทางชีวกายภาพแล้ว บุคคลยังอาจจะถูกกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม และการก่อตัวขึ้นเป็นสังคมด้วย (Social Constructions)

การก่อตัวของสังคมมักจะกระทบจากการที่สภาวะการรับรู้หรือความนึกคิด ความเข้าใจที่คนในสังคมมีอยู่แตกต่างจากสภาพความเป็นจริง

ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าการประเมินเฉพาะพฤติกรรมที่แสดงออก เพราะการแสดงออกแบบเดียวกันอาจจะมาจากการรับรู้และความเข้าใจต่างกัน

ดังนั้นการก่อตัวของสังคมแห่งความเป็นจริง จึงเป็นคุณลักษณะของกลุ่มสังคมทุกกลุ่ม ที่ควรจะเป็น รวมถึงตัวแปรที่เข้ามาก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และทำให้สถานะของสังคมถูกกระทบกระเทือน

ดังนั้น การค้นหาผลกระทบทางสังคม จึงไม่ใช่การใส่ใจต่อความเปลี่ยนแปลงชีวกายภาพของคนเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับการตีความ การรับรู้ความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงด้วย

(2)   โมเดลการค้นหาผลกระทบทางสังคม

ในการพยากรณ์ผลด้านการพัฒนาคาดว่าจะเป็น จะต้องสามารถทำความเข้าใจพฤติกรรมของรายบุคคลและของสังคมโดยรวม ผ่าน

(ก) การพัฒนาตัวแทน หรือ

(ข) การเปลี่ยนแปลงด้านนโยบาย

ในเรื่องนี้ กิจการจะใช้ Comparative SIA Model ในการศึกษาเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดในพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมตามแผน และทำการพยากรณ์ว่า จะมีความน่าจะเป็นที่จะเกิดอย่างไรบ้างในพื้นที่อื่น หากมีการทำกิจกรรม CSR อย่างเดียวกัน

กรณีนี้ จึงเป็นการหาบทสรุปที่เกิดขึ้นในพื้นที่หนึ่ง เพื่อจะใช้ในการพยากรณ์ความน่าจะเป็นที่จะเกิดเหตุการณ์และผลกระทบในพื้นที่อีกจุดหนึ่ง โดยหาทางระบุตัวแปรให้ชัดเจน

ซึ่งอาจจะไม่สามารถทำการพยากรณ์ได้ทุกมิติของผลกระทบทางสังคม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งอาจจะสร้างการเปลี่ยนแปลงอื่นได้ด้วย

ตัวอย่างเช่น การขยายทางหลวงย่อมจะมีผลต่อการเติบโตของชุมชนด้วย แต่ขณะเดียวกันก็จะมีส่วนทำให้เกิดโรงเรียน ศูนย์การค้าและบริการอื่นเพิ่มเติมและเกิดใหม่ พร้อมกับการปิดกิจการของสถานประกอบการเดิมที่เคยดำเนินกิจการอยู่ก่อนหน้าจะเกิดความเจริญ ซึ่งถือว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคม

ดังนั้น การพยากรณ์ความแตกต่างที่จะเกิดกับสภาพแวดล้อมขอบุคคลในอนาคต จึงต้องพิจารณาทั้งจากผลของ

(ก) กิจกรรมที่วางแผนทำ CSR และ

(ข) เกิดโดยไม่มีกิจกรรมรองรับ

แต่การที่กิจการไม่อาจจะเห็นอนาคตล่วงหน้า จึงต้องใช้วิธีการประเมินจากสิ่งที่เป็นอยู่แล้วในปัจจุบัน ที่มาจากผลของกิจกรรม CSR ในอดีตแทน

ซึ่งเป็นการเทียบเคียงในลักษณะของ Comparative SIA Model

กิจการจึงต้องมีกระบวนการในการติดตามผลที่เกิด (follow-up) ในสังคมที่ได้รับผลกระทบแล้ว มีสภาพเป็นจริงแล้ว เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพยากรณ์อนาคต

ซึ่งการติดตามผลนี้อาจจะกินเวลานาน ผลที่ได้จากการติดตามจึงต้องตัดทอนเป็นช่วงย่อยๆ (Snapshots) ให้เห็นลักษณะของการเปลี่ยนแปลงแต่ละช่วงของกิจกรรมที่เกิดขึ้น

สถานะก่อน                กิจกรรม  

กิจกรรม A1               เกิดผลคือ   ในช่วง t1   ในช่วง t2   ในช่วง t3

กิจกรรม A2               เกิดผลคือ   ในช่วง t4   ในช่วง t5   ในช่วง t6

กิจกรรม A3               เกิดผลคือ   ในช่วง t7   ในช่วง t8   ในช่วง t9

การค้นหาผลกระทบทางสังคมจึงเป็นการระบุ วิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อพยากรณ์

(1)   ก่อนและหลังกิจกรรม

(2)   แต่ละช่วงเวลาหลังทำกิจกรรม

(3)   เปรียบเทียบสถานะระหว่าง 2 ช่วงเวลา

(4)   สิ่งที่เกิดเกินเลยและเป็นผลกระทบทางลบ

(5)   แนวทางการลด หลีกเลี่ยงผลกระทบทางลบ

(6)   การพิจารณาแนวทางเลือกอื่นของกิจกรรมที่ดีกว่า

(7)   การปรับเปลี่ยนผลกระทบทางบวกให้ดีขึ้น

สิ่งที่ได้จากการดำเนินกระบวนการ Comparative SIA Model นอกเหนือจากที่ระบุแล้วคือ

(1)   ได้เห็นว่ามีตัวบ่งชี้ ตัวชี้วัดใดที่จะสะท้อนผลกระทบแต่ละประเด็น

(2)   ใช้ในการออกแบบตัวชี้วัด ตัวบ่งชี้ที่อยู่ในงานการติดตามและประเมินผล (Monitoring and Evaluation) ของโครงการกิจกรรม CSR ที่กำลังจะดำเนินการทั้งที่เป็น

(2.1.)   ผลกระทบระยะสั้น

(2.2.)   ผลกระทบขั้นกลาง

(2.3.)   ผลกระทบขั้นสุดท้าย

(3)   ขั้นตอนในการพัฒนานโยบาย ธีม โครงการและกิจกรรม Strategic CSR

แนวทางของการทำ CSR สมัยใหม่ถือว่าเป็น Strategic CSR ทั้งสิ้น จึงไม่ใช่ระดับปฏิบัติการที่จะดำเนินการเอง หากแต่เป็นการตั้งต้นตั้งแต่ระดับนโยบายทั้งสิ้น

สนใจเชิญบรรยายหัวข้อนี้ติดต่อ sumetheeprasit@hotmail.com

 

กรกฎาคม 17, 2014 Posted by | CSR, Social Return SROI | , , | ใส่ความเห็น

ค้นหา Social Impact ตามกรอบแนวทางสหรัฐเพื่อวัดผล CSR ตอนที่ 2-เรื่องที่ 624

0 8.2557-mew book RMC

 

อาจารย์จิรพร สุเมธีประสิทธิ์

sumetheeprasit@hotmail.com

http//chirapon.wordpress.com

 photo6

ประการที่ 4

กรอบแนวทางที่ใช้ในการค้นหาผลกระทบทางลบ

(1)   รูปแบบหรือประเภทของผลกระทบที่ควรให้ความสำคัญประกอบด้วย

(ก)   สังคม

(ข)วัฒนธรรม

(ค)   โครงสร้างเชิงประชากร

(ง) เศรษฐกิจ

(จ) จิตวิทยาศาสตร์

(ฉ) การเมือง

(2)   องค์ประกอบของสภาพแวดล้อมด้านบุคคลควรครอบคลุม

(ก)บุคคลและชุมชนที่อยู่รอบๆ กิจการ ที่ตั้งดำเนินงาน

(ข) ชุมชนในพื้นที่ที่กิจการเกี่ยวข้องทางธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ

(ค)สังคมในระดับพื้นที่

(3)   ผลกระทบที่น่าจะเป็นมักจะพิจารณาจากความแตกต่างของสถานการณ์ระหว่าง

(ก)   การมีกิจกรรม CSR

(ข)   การไม่มีกิจกรรม CSR

(4)   ทางเลือกที่กิจการควรพิจารณาเพื่อประกอบการตัดสินใจควรจะรวมถึง

(ก)   แนวทางเลือกที่จะหลีกเลี่ยงผลกระทบได้มากที่สุด ด้วยการปรับเปลี่ยนกิจกรรม CSR

(ข)   แนวทางการลดภาระและต้นทุนทางสังคม ด้วยการปรับเปลี่ยนกิจกรรม CSR

(ค)   ความพยายามที่จะลดขนาดของผลกระทบทางลบ

(ง)   การเตรียมกันสำรองเผื่อชดเชยความเสียหายกรณีที่หลีกเลี่ยงและลดผลกระทบทางลบบางส่วนไม่ได้

(5)   การทำความเข้าใจในผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่ควรครอบคลุมให้ครบถ้วน และการทำแฟ้มข้อมูลเพื่อเป็น Baseline Profile ควรมาจากการทำกิจกรรมการมีส่วนร่วมสาธารณะ ประชาวิจารณ์ในวงกว้างและให้ความสำคัญกับการคัดเลือกตัวแทน

(6)   สภาพแวดล้อมด้านบุคคลควรเก็บแฟ้มข้อมูล (Profile) ที่แสดงทั้ง

(ก)   สถานที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

(ข)   แนวโน้มของการพัฒนาการมาตั้งแต่อดีต และประมวลผลในรูปของแผนที่ (Map)

(7)   การระบุผลกระทบทางสังคมควรประมวลมาจากความเห็นของหลายฝ่าย ทั้ง

(ก)   ความเห็นของสาธารณะ ผ่านการวิจารณ์ในวงกว้าง

(ข)   ความเห็นของผู้ที่รับผิดชอบการค้นหาผลกระทบทางสังคมเอง

(ค)   ผลที่ได้จากการสำรวจและรวบรวมข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) ในด้านผลกระทบทางสังคม

(8)   ตัวแปรทางสังคมและวัฒนธรรมที่ควรจะพิจารณาเลือกใช้ควรจะเป็นการวัดผล

(ก)   การเปลี่ยนแปลงด้านประชากร

(ข)   โครงสร้างของชุมชน สังคม และด้านสถาบัน

(ค)   ทรัพยากรทางการเมืองและสังคม

(ง)   การเปลี่ยนแปลงในระดับครอบครัว

(จ)   การเปลี่ยนแปลงด้านทรัพยากรทางสังคม

(ฉ)  การเปลี่ยนแปลงด้านภูมิปัญญาของสังคม ชุมชน

(9)   วิธีการดำเนินงานวิจัยที่ใช้ในการค้นหาผลกระทบทางสังคม ควรครอบคลุม

(ก)   ข้อมูลรายละเอียดจากการที่หน่วยงานที่สนับสนุนกิจกรรมที่จะทำเป็น CSR อยู่แล้ว

(ข)   ข้อมูลที่บันทึกประสบการณ์ในอดีตของกิจกรรม CSR ที่คล้ายคลึงกัน รวมทั้งผลการวิเคราะห์ EIA/SIA อื่นๆก่อนหน้านี้

(ค)   ข้อมูลทางสถิติ

(ง)   เอกสารหลักฐานที่เป็นแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ

(จ)   การสำรวจภาคสนาม รวมถึงการสัมภาษณ์ การทำประชาวิจารณ์ การสนทนากลุ่มย่อย สำรวจกลุ่มประชากรที่อาจจะมีโอกาสได้รับผลกระทบ

(10)  กรอบการสำรวจและเงื่อนไขการทำวิจัย ควรจะได้ผลทั้งอดีต ปัจจุบัน และพยากรณ์ล่วงหน้าในอนาคต

 

สนใจเชิญบรรยายหัวข้อนี้ติดต่อ sumetheeprasit@hotmail.com

 

กรกฎาคม 16, 2014 Posted by | CSR, Social Return SROI | , , | ใส่ความเห็น

ค้นหา Social Impact ตามกรอบแนวทางสหรัฐเพื่อวัดผล CSR ตอนที่ 1- เรื่องที่ 623

0 8.2557-mew book RMC

อาจารย์จิรพร สุเมธีประสิทธิ์

sumetheeprasit@hotmail.com

http//chirapon.wordpress.com

0.2 photo

 

เมื่อกิจการให้ความสำคัญกับกระบวนการการวัดผลกระทบทางสังคม และ Social Impact อันเนื่องมาจากการดำเนินธุรกิจ การดำเนินกิจกรรมเชิงสังคมโดยเฉพาะ จำเป็นต้องอ้างอิงแนวทางที่เป็นแบบแผนระดับสากล

หนึ่งในแบบแผนระดับสากล คือ แบบแผนของสหรัฐ ที่ออกเป็น Guideline เฉพาะในส่วนของ Social ImpactAssessment ซึ่งกำหนดเป็น 6 หลักการที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ

(1)   ทำความเข้าใจกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์สำคัญ

(2)   การพิจารณาองค์ประกอบหลักของสภาพแวดล้อมด้านบุคลากร

(3)   กำหนดวิธีการที่เหมาะสม และสมมติฐานที่ใช้ในแต่ละวิธีการ

(4)   รวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพเพื่อประกอบการตัดสินใจ

(5)   การวางหลักประกันว่าประเด็นด้านความใส่ใจ และกำกับสิ่งแวดล้อมจะเกิดผล

(6)   สร้างกลไกการติดตามและประเมินผล และบรรเทาผลกระทบ

สหรัฐได้กำหนดกฎหมายด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (National Environmental Policy Act (NEPA)) มาตั้งแต่ปี 1970 จึงต้องให้ความสำคัญกับการค้นหาผลกระทบในส่วนนี้ตามไปด้วย

ประการที่ 1 – นิยามของ Social Impact

สหรัฐได้นิยามของ Social Impact ว่าหมายถึง ผลที่เกิดกับประชากรอันเนื่องมาจากการดำเนินการของภาครัฐหรือเอกชน ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชน

(ก) ดำรงชีวิต

(ข) ประกอบอาชีพ

(ค) สันทนาการ พักผ่อน

(ง) มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น

(จ) จัดการผลกระทบ

ในกรณีนี้ยังครอบคลุมถึง ผลกระทบทางวัฒนธรรมที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้าน

(ก) ค่านิยม คุณค่า

(ข) ความเชื่อของบุคคล

ประการที่ 2 – ความสำคัญต่อกระบวนการตัดสินใจ

กระบวนการค้นหาผลกระทบทาง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม เน้นที่ปัญหาด้านสภาพแวดล้อมการดำเนินชีวิตของบุคคลและแนวทางการแก้ไขปัญหา จึงมีผลต่อการกำหนดนโยบาย แผนงาน โครงการที่จะต้องตอบสนองต่อปัญหาและเข้าถึงโอกาสที่มีอยู่ และกำหนดว่าผลลัพธ์ที่ต้องการควรจะเป็นอย่างไร เมื่อการดำเนินการเกิดขึ้นแล้ว

การค้นหาผลกระทบทางสังคมยังเป็นองค์ความรู้เชิงพื้นที่ ที่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ ควรจะมีการรับรู้อย่างเพียงพอ

ประการที่ 3 – การค้นหาผลกระทบทางสังคม

เป็นหลักการที่กำหนดขึ้นจากความเห็นร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญทางวิชาชีพต่างๆร่วมกันพิจารณาและได้มีการนำไปปรับใช้มาอย่างต่อเนื่องในระหว่าง 40 กว่าปีที่ผ่านมา

หลักการที่ 1

มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับโครงสร้างเชิงประชากรในระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาค และกำหนดประเด็นที่จะได้รับผลจากนโยบาย แผนงาน และกิจกรรมของกิจการด้าน CSR

ความรู้ในส่วนนี้เป็นความรู้ตามหลักวิทยาศาสตร์ที่จำเป็นในการสร้างความเข้าใจผลกระทบทางสังคมและวัฒนธรรมของกิจกรรมที่มีการวางแผนไว้ให้เกิดและที่ไม่ได้วางแผนให้เกิด

(1)   สามารถระบุและอธิบายผู้รับผลประโยชน์รวม และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้

(2)   สามารถพัฒนาข้อมูลพื้นฐาน ณ ปัจจุบัน (Baselines Profile)ของสังคมที่เป็นอยู่ได้

หลักการที่ 2

มุ่งเน้นที่องค์ประกอบหลักของสภาพแวดล้อมด้านบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนโยบายแผนงาน และกิจกรรมของกิจการด้าน CSR

กระบวนการค้นหาผลกระทบทางสังคมจะทำให้มั่นใจว่าประเด็นที่เกี่ยวข้องทั้งในเชิงสังคมและวัฒนธรรม คุณค่าหลัก และผลในด้านภาระและต้นทุนหรือผลประโยชน์แก่ชุมชนและประชาชนจะถูกรวมไว้ในกระบวนการการตัดสินใจ

(1)   สามารถระบุประเด็นด้านสังคมและวัฒนธรรม ที่เกี่ยวข้องกับ CSR จากการนำเอาแฟ้มข้อมูลพื้นฐานของชุมชนและสังคมที่กำหนดไว้มาใช้

(2)   สามารถคัดเลือกตัวแปรด้านสังคมและวัฒนธรรมที่จะใช้อธิบายและวัดผลในประเด็นตาม (1) ได้

หลักการที่ 3

การดำเนินการค้นหาผลกระทบทางสังคมตั้งอยู่บนแนวทางของการวิจัยและวิธีการดำเนินงานด้านการวิจัยที่เหมาะสม

ด้วยการวิจัยที่ให้ความสำคัญทั้งมุมมองเชิงจริยธรรม ธรรมาภิบาล และมุมมองเชิงวิทยาศาสตร์ ดำเนินการโดยผู้ที่มีความชำนาญและผ่านการอบรมมาอย่างเพียงพอ

(1)   สามารถทำให้งานวิจัยมีวิธีดำเนินการที่มีขอบเขตครอบคลุมในองค์รวมทุกประเด็นของผลกระทบทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับ CSR

(2)   สามารถใช้วิธีการดำเนินงานวิจัยที่อธิบาย ผลกระทบที่สะสมตั้งแต่ต้นจนจบที่เกี่ยวข้องกับ CSR

(3)   สามารถมั่นใจว่า วิธีดำเนินงานวิจัยและสมมติฐานจะมีความโปร่งใส และทดสอบซ้ำโดยผลยังคงเหมือนเดิม

(4)   สามารถออกแบบฟอร์มการเลือกสรรกลุ่มตัวอย่างและการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้ที่เหมาะสมกับสาระของ CSR

หลักการที่ 4

ได้ข้อมูลที่มีคุณภาพเพื่อใช้ในการตัดสินใจ

ตัวแทนของข้อมูลที่ได้มาสามารถสะท้อนประเด็นและมุมมองที่ครบถ้วน ให้ภาพในองค์รวม และผ่านการวิเคราะห์ที่โปร่งใสและเปิดเผยอย่างชัดเจน

ผลของการค้นหาผลกระทบทางสังคมควรจะมีการนำไปขอความเห็น และทบทวนจากผู้ที่เกี่ยวข้องและรับรู้ข้อมูลอย่างดีก่อนนำไปใช้ในการตัดสินใจ

(1)   สามารถรวบรวมข้อมูลเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจนเพียงพอที่จะอธิบายและวิเคราะห์อย่างมีประโยชน์เกี่ยวกับ CRS

(2)   สามารถมั่นใจได้ว่า วิธีการรวบรวมข้อมูล และแบบฟอร์มที่ใช้วิเคราะห์เป็นไปในแนวทางของวิทยาศาสตร์

(3)   สามารถมั่นใจว่าเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

หลักการที่ 5

มีความมั่นใจว่าประเด็นที่ควรใส่ใจดูแลด้านสิ่งแวดล้อมได้มีการนำมาอธิบายและทำการวิเคราะห์อย่างเต็มรูปแบบ

ผู้วิเคราะห์จะต้องระบุได้ทั้ง

(ก) กลุ่มที่เสียผลประโยชน์

(ข) กลุ่มที่มีความเสี่ยง และ

(ค) กลุ่มที่มีประชากรกลุ่มน้อย ที่กระทบจาก CSR

(1)   สามารถรวบรวมข้อมูลคำอธิบายและผลกระทบทุกๆด้านในกลุ่มสังคมที่ได้รับผลกระทบแต่ละกลุ่ม ที่มีความแตกต่างกัน

(2)   การอธิบายแบ่งตามลักษณะกลุ่มคนอย่างเหมาะสม

หลักการที่ 6

จัดให้มีการกำกับติดตาม และประเมินผล CSR และมาตรการในการแก้ไขและบรรเทาผลกระทบตามความจำเป็น

(1)   สามารถสร้างกลไกในการกำกับติดตามและประเมินผล CSR

(2)   สามารถระบุแนวทางการแก้ไขและบรรเทาผลกระทบทางลบได้ตามความจำเป็นและมีกลไกและแผนงานที่จะประกันว่าจะมีการดำเนินการได้ตามแนวทางแก้ไขและการบรรเทาผลกระทบทางลบที่ระบุ

(3)   สามารถระบุช่องว่างหรือจุดอ่อนของข้อมูลที่จำเป็นต้องจัดหาเพิ่มเติมเทียบกับแผนงานได้ตามความจำเป็น

 

สนใจเชิญบรรยายหัวข้อนี้ติดต่อ sumetheeprasit@hotmail.com

 

 

กรกฎาคม 15, 2014 Posted by | CSR, Social Return SROI | , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 111 other followers